สังคมเมืองที่ศิวิไลซ์หรือสังคมทีดีในชนบทห่างไกล คือปัจจัยที่ ๕ ที่มนุษย์เราควรต้องเลือก

ในปัจจุบันนี้โลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ทำให้ทุกคนมองไปข้างหน้า (วิสัยทัศน์หรือ vision)กันหมด  ซึ่งเปรียบเสมือนว่าทุกๆวันที่เราตื่นขึ้นมาเพื่อวิ่งแข่งกันหาเงิน เพราะคิดว่าเงินคือรางวัล และคำตอบทุกอย่างและสุดท้ายของมนุษย์ แต่จริงๆแล้วหาเป็นเช่นั้นไม่ ในมุมกลับกันเพราะเงินตัวเดียว ที่สร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย บางครั้งต้องเสี่ยงชีวิตเข้าแลก กับเงิน โดยไม่รู้ตัวและรู้ตัวแล้วแต่เหตุการณ์ ใดจะกำหนดในชะตาชีวิตนั้นให้เป็นไป เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการมีเงินเป็นเพียงคำตอบเดียวของสังคมไปแล้ว จนทำให้คนเราลืมมองไปรอบๆ ข้างๆ หรือแม้กระทั่งลืมอดีตรากเง้าของบรรพชน ไว้ข้างหลังจนหมดสิ้น

มันจะมี หมู่บ้านหรือตำตลใดที่ไหนบ้างนะในโลกใบนี้ ที่จะพอเป็นชุมชนต้นแบบของมนุษย์ อยู่กันตามแบบอย่าง พึ่งพาอาศัยกันอย่างสุขสงบ อาศัยหลักภูมิปัญญาที่สร้างสมกันมา ผสมผสานกับเทคโนโลยี่ที่ดีๆได้บ้างอย่างเหมาะสมและลงตัวของในแต่ละท้องถิ่นและมารวบรวมไว้ให้เป็น วิถีชีวิตที่เป็นแบบอย่างได้อย่างสมบูรณ์ ถ้ามีผมอยากจะไปขออาศัยอยู่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านนั้นด้วย  ผมว่าน่าจะเป็นหมู่บ้านในฝันนะ

มีที่ไหนบ้างหรือยังครับ? หรือว่าไม่มี?  หรือเราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง โดยเริ่มจากตัวเอง คนของเราเอง ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล  แค่นี้เราก็เปลี่ยนประเทศนี้ได้แล้วหรือยังลองคิดกันเล่นๆดูนะครับ  อย่าซีเรียส

แต่ก็จะค่อยๆ สูญหายไปเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นหนุ่มสาว เดินจากมาเกือบหมดแล้ว เขาพากันไปไหน? ค้นหาฝัน เดินตามความศิวิไลซ์ ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางเป็นอย่างไร ขวากหนาม หรือสวรรค์

จะปลูกต้นไม้ในใจเธอ


ชีวิต ความเป็นอยู่แบบเดิมๆ ไม่มีให้เห็นแล้วค่ะ(ความคิดส่วนตัวนะคะ)

เมื่อก่อนนี้ จะมีความคิดถึง ห่วงหากัน แต่ตอนนี้ เคยรู้สึกมั้ย ว่าความคิดถึงมันหายไป

เพราะเทคโนโลยีนี่แหละ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว อยู่ห่างพ่อ ห่างแม่

จะคิดถึงท่านทั้งสองมากๆๆ ต้องนอนร้องให้เลยนะ แต่ตอนนี้ แค่โทร ก็ได้ยินเสียงแล้ว

เวลากลับบ้าน ก็ไม่ตื่นเต้นอะไรเหมือน เราไม่ได้จากมา อะไรทำนองนี้แหละ

เทคโนโลยี มีทั้งด้านบวก และด้านลบ ทำให้เรารู้ และ ติกต่อ สื่อสารได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องแลกกับการคิดถึง ห่วงหา และความตื่นเต้นของเราไป งงแล้ว เขียนเอง งง เอง

 

อิอิ.................จบดีกว่า

พอเพียง และ เพียงพอ บ้านไร่จันทร์เจ้า 

หายากขึ้นทุกวัน  ที่บ้านก็เลยพยายามทำให้ย้อนยุค  เริ่มจากปลูกต้นไม้  ปลูกผัก  ไม้ประดับ  แล้วแจก  บ้านใกล้ๆ  กัน  มี  4 หลัง   ได้อะไร  ก็แจก  3 หลัง  พร้อมๆกัน  ช่วงหลังๆมานี้  เริมทำเหมือนกัน  บ้านป้าเล็กแจกกล้วย   บ้านตรงกันข้าม  มาขอใบตอง  ไปทำ เหนียวห่อกล้วย   แล้วเอามาแจกกัน   บ้านถัดไป  ไปอบรมชายทะเล  ซื้อของฝามาแจก  3  บ้าน   ต้นไม้  ก็เอาไปให้กัน  ตอนเย็น  มีเวลา  ก็มายืนคุยกันกลางถนนซอย   หมา4 บ้าน  ก็มารวมกัน   เดี๋ยวจะถ่ายรูปให้ดูนะ    

ผมว่ามันต้องเริ่มจากการปลูกฝังครับพี่แผนเพราะโดยร่วมแล้วมนุษย์เราสมัยก่อนสอนให้ลูกๆๆรู้จักคำว่าเอื้อเฟื้อต่อกันต่อเพื่อนบ้านเพราะว่าเมื่อก่อนนี้มันไม่เจริญอยู่กันเป็นกลุ่มมีอะไรก็แบ่งปันกันแต่ปจุบันพ่อแม่เริ่มสอนให้ลูกเอาแต่เรียนให้สูงๆๆเพื่อจะได้ไม่ลำบากมันก็เลยมองข้ามคำว่ามีน้ำใจให้กันครับ...เมื่อก่อนรถยางแตกมีคนช่วยแต่เดี่ยวนี้ถ้าจอดรถช้วยก็ต้องคิดก่อนว่ามันจะปล้นเราหรือเปล่าแม้แต่เพื่อนร่วมงานของเราก็เหมือนกันหาคนมีน้ำใจนั้นหาอยากมากครับมีแต่แอบนินทากันผมเห็นแล้วผมละเซ็งเป็ดเลยLaughing

เงินทองเป็นมายาข้าวปลาเป็นของจริง

toy_za2519@hotmail.com

สมัยยังเด็กที่วัดแถบหมู่บ้านมีการเทศน์มหาชาติ(เวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์)  แต่ละหมู่บ้านจะเทศน์มาหาชาติไม่พร้อมกัน   กำหนดอย่างไรไม่แน่ใจนัก  ชาวบ้านต่างหมู่บ้านที่รู้ก็มีการทำผ้าป่ามาหมู่บ้านที่มีเทศน์มหาชาติ  มาฟังเทศน์ที่วัดเสร็จก็มากินข้าวปลาอาหารฟรีที่บ้านชาวบ้านนั้น ๆ   ใครผ่านมาเรียกขึ้นบ้านหมด   มีการทำขนมข้าวเกรียบ  ขนมนังเล็ด  มีผลไม้แจกให้กลับไปกินอีกต่างหาก ส่วนเด็ก ๆ ก็ตั้งตารอเทศน์กัณฑ์สุดท้ายจบ  จะได้กระโดดเอาของที่ชาวบ้านมาแขวนไว้   สนุกมาก 

ปัจจุบันก็ยังมีอยู่แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนพอสมควร 

ถึงแม้ว่าความหวังจะเลือนลางแต่ก็ยังมีหวังอยู่นิด ๆ  สังคมมันเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า  บ้านติดกันแต่ไม่เคยพูดไม่เคยคุยกัน  ใครมาถามหาก็ไม่รู้จักทั้งๆที่อยู่ใกล้กัน  ที่บ้านมีอะไรก็จะแจกไม่เคยขาย  เพราะคิดว่าการให้สุขใจกว่าการรับ

แดงว่า ต้องเริ่มที่ใจ เริ่มที่ตัวเรา ที่ครอบครัวเรา ค่ะ

"เชื่อในผล แห่งการทำความดี"

เพราะมนุษย์มุ่งพัฒนาแต่วัตถุและแสวงหาแต่โภคทรัพย์จนลืมเลือนจิตวิณญาณของความเป็นคน ระบบทุนนิยมทำร้ายสัมพันธภาพที่ยึดโยงและหล่อเลี้ยงความเอื้ออารีที่เคยมีให้แก่กันโดยมิได้มุ่งหวังประโยชน์ตอบแทน แก่งแย่งแข่งขันมากกว่าอุดหนุนจุนเจือ สังคมทุกวันนี้จึงเสมือนผืนดินที่แห้งผาก ไร้ซึ่งความชุ่มชื่น สดสวย เขียวขจี หลายคนแสวงหาความอุดมสมบูรณ์ของผืนนาสวนที่เคยสัมผัสแต่เก่าก่อน แต่เพราะการแก่งแย่งและแข่งขันที่อาจจะมากกว่าคำว่าอยู่รอดเลยเถิดไปถึงคำว่ามั่งคั่ง สังคมจึงมุ่งแต่จะรับมากกว่าที่จะให้ อดีต..เราเห็นเพียงความกระด้างของสังคมเมือง แต่ปัจจุบัน เพราะวัตถุนิยมได้แพร่ขยายไปแทบจะทั่วทุกซอกมุมของสังคม จึงไม่แปลกว่า แม้ในชนบทบางครั้งเราก็อาจสัมผัสได้ถึงความกระด้างของน้ำใจในผู้คน ถึงเวลาที่เราจะเริ่มสร้างสังคมสำนึกกันแล้วหรือยัง..ทำได้..ถ้าจะทำ..ลดละความโลภลง แบ่งปันและมีน้ำใจกันมากขึ้น โลกนี้ก็จะดูสวยงาม....

แสวงหาชีวิตที่สงบ..หลบลี้หนีความวุ่นวาย

เคยดูจากข่าวว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังมีชุมชนที่อยู่กันแบบพึ่งพาตนเองครับ คงจะเป็นแบบสมัย The way West อยู่บ้านท่อนซุง ปลูกพืชไว้กิน เลี้ยงวัวไว้รีดนม

บ้านเราถึงไม่สามารถทำตนแบบนั้นได้ แต่ถ้าหาก ปลูกของที่กินได้ และกินของที่ปลูกได้ ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ก็เป็นบ้านในฝันได้

ข้อสำคัญ ความร่วมมือของครอบครัว เป็นสิ่งจำเป็น

แนะนำคุณแผน หาหนังสือเรื่อง Utopia มาอ่านครับ มีฉบับแปลไทย แต่ว่าพิมพ์ขายมานานแล้วครับ

หากตัวเราและครอบครัวสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก มีความมั่นคง ความปลอดภัย และปัจจัยสี่ เงินก็ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญครับ

 

วิหคน้อยบินไกล เฝ้ารอวันกลับคืนถิ่น

หน้า