ขอปรึกษาทุกท่านหน่อยครับ

หมวดหมู่ของบล็อก: 

ที่พ่อผมเดิมเป็นสวนยาง อยู่จันทบุรีครับ ตอนนี้ยกให้ผมแล้ว

  

       คนกรีดไม่เก่ง กรีดกันเละจนไม่มีหน้ายางให้กรีด (พ่อผมก็ไม่ค่อยรู้ อดีตพ่อรับราชการ ทำสวนตามเพื่อนๆ) สุดท้ายขายไม้ยางครับ

  ภาพปัจจุบันตัดยางหมดแล้ว                                               

   ที่จันทบุรีนี่ตัดยางไม่เอาตอ ไม่เหมือนของผู้ใหญ่โสทร นั่นถอนเกลี้ยงเลย

ที่ผมจะถามก็คือ ผมจะต้องทำอย่างไรกับกิ่งยางเล็กๆ ต้องกวาดไปกองรวมกัน เอาไว้ทำปุ๋ยไหม หรือว่าปล่อยให้ผุพังเป็นปุ่ยไปบนดินได้ ตอยางก็ด้วยต้องขุดขึ้นมาไหมครับ ความคิดผมเองว่าจะปล่อยไว้อย่างนั้น ให้รถไถมาไถพรวนไปเลย

         รบกวนท่านสมาชิกทุกท่านออกความเห็นให้ด้วยนะครับ

ความเห็น

แดงก็เพิ่งทำสวน  เอ้าพี่น้องมาช่วยกันหน่อยค่ะ

"เชื่อในผล แห่งการทำความดี"

เมื่อก่อนที่เห็นทำ  สุมโคนเผา   ถ้าจ้าง  แม็คโครขุด  แพงมาก  อีกอย่าง  ราดน้ำยาราดตอ  มันก็จะผุสลายตัว  เป็นโพรงดิน  แล้วก็ทำอย่างอื่นต่อไป

       ถ้าเป็นสารเคมีก็ตะขิดตะขวงใจอีกอ่ะครับ เอาน้ำหมักชีวภาพรดบ่อยๆให้มันผุเร็วขึ้นได้ไหมครับ

ทำให้ตอที่มีรากผุไม่ได้ค่ะ   ยาอันนั้นก็เป็นเคมีจริงแหละ   ป้าเล็กก็ไม่เคยใช้ค่ะ   เคยแต่เห็นเขาทำ  คือเขาไม่มีเงินพอที่จะจ้างรถขุด  ก็เลยใช้วิธีนั้น   ชาวสวนยางดั้งเดิมรู้จักดีค่ะ

เครื่องย่อยกิ่งไม้มีหลายขนาดครับ  ราคาขึ้นอยู่กับความสามารถของมันเริ่มจากหลักพันไปยั้นหลักหมื่นโดยมากจะไม่เกินหลักสองหมื่นหรอกครับ

และอยากจะขอแนะนำให้ทุกคนลงทุนซื้อเครื่องย่อยกิ่งไม้มาประจำสวนซักเครื่อง    ถ้าหากว่าเราต้องทำอาชีพเกษตรกรไปอีกนาน   สิ่งนี้มีค่ามากนะครับกิ่งไม้ต่าง ๆ  ข้าง ๆ  บ้านเราไม่ว่าจะเป็นทางมะพร้าวหรือกิ่งของไม้ผลที่เราตัดแต่งทรงพุ่ม  ฯลฯ  ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด   ถ้าหากให้เรามานั่งหวดกิ่งไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก  ๆ  คงยาก   ส่วนเรื่องปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผมเคยเขียนขึ้นต้นไปแล้วในบล็อก   ขอเวลาอีกนิด   ต้องไปรื้อตำหรับตำรามาก่อน

ความรู้ขอชมอย่างเดียวค่ะแฮะๆๆๆๆๆๆๆ

ขออภัยและขอบคุณค่ะ

เห็นภาพสวนยางแล้วนึกถึงสวนของผม สมัยที่ผมยังเล็กอยู่ ตอนนั้นยังไม่มีเลื่อยโซ่ โค่นยางด้วยขวาน ตอนนั้นซัก 10 ขวบได้ ก็ลองมั่ง ได้วันละต้น ขนาดเท่ากับยางคุณแดง ตัดไป ถ่มน้ำลายรดใส่มือไป เพื่อไม่ให้มือแตกน้ำข้าว พอโค่นยางแล้ว ก็ต้องสุมไฟเผาตอยาง มีขี้ยางตามต้นยาง ไฟลุกได้ง่าย ไฟลุกลามกินไปจนถึงรากยาง ดินก็แดง ร่วนซุยดีขึ้น ยายผมเรียกดินสีอิฐ ว่า มายา  แปลว่า ปุ๋ย รากยางที่เป็นรากแขนง ไฟลามไปไม่ถึง ทิ้งไว้ก็ผุ พอเข้าหน้าฝนก็เริ่มปักมบ ขุดหลุมยาง กว่าจะโค่นหมดสวน จนกระทั่ง ขุดหลุมปลูกยางได้ก็กินเวลาไปหลายเดือน

แต่ปัจจุบันนี้ ที่ภาคใต้ เขาใช้เลื่อยโซ่ตัดที่โคนต้น เช่นเดียวกันกับของคุณ whiteland ส่วนรากยางเขาใช้รถดันจนรากลอยแล้วขนไปขายโรงปูนซิเมนต์เป็นเชื้อเพลิง กิ่งไม้เขาเก็บเกลี้ยง เหลือแต่ใบยาง หลังจากนั้นก็จะเกรดพื้นที่ให้เรียบแล้วก็ไถ 2 ครั้ง วางแนวปักมบ ขุดหลุม ปลูก เป็นอันเสร็จ

สวนของคุณ whiteland คงมีกิ่งก้านเหลืออยู่เยอะ หากซื้อเครื่องย่อยกิ่งไม้มาใช้ พอหมดกิ่งยางแล้วเครื่องนี้จะเอาไปใช้ย่อยอะไรอีก

ดังนั้นกิ่งไม้เล็กๆคงต้องกวาดมาสุมโคนต้นแล้วเผา โคนต้น หากไปใช้ยาฆ่าตอมาราด ก็คงไม่ได้แล้วเพราะ ดูจากรูป สภาพของตอยาง มันแห้งไปแล้ว ประสิทธิภาพของยาฆ่าตอ ตอต้องสด

ลักษณะนี้คงไถพรวนยาก เพราะติดรากยาง คงต้องปลูกระหว่างแถวยางเก่า หรือวางแนวให้สวยแล้วเลี่ยงตอเดิม

อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากจะให้ปลูกยาง ถ้าเห็นว่าชีวิตนี้น่าจะเพียงพอ พอเพียงแล้ว ก็ลองอ่านเรื่องราวในเวปนี้ แล้วตัดสินใจว่าควรจะปลูกอะไรดี

อีกอย่างหนึ่งคือ แนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่นิยมชมชอบกับสารเคมีมากนัก ทำน้ำหมักใช้ในสวน จะดีกว่าครับ


      กิ่งไม้ประมาณนี้ครับ

ตกลงกวาดมารวมเผาที่โคนยางใช่ไหมครับ ครั้งแรกคิดว่าไม่เผาตอเพราะกลัวว่าความร้อนจะทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆรวมทั้งจุลินทรีย์ตายไป แต่ลุงบอกว่าเผาแล้วดินร่วนซุยขึ้นทั้งยังเป็นปุ๋ย อันนี้ชอบมากครับ ส่วนว่าจะปลุกอะไรต่อนั้น คิดว่าจะปลูกทุเรียน และก็ไม้ผลหลายๆอย่างครับเอาไว้ให้ญาติพี่น้องและก็สมาชิกบ้านสวนพอเพียงได้ทานกันครับ ยางคงไม่ปลูกแล้ว ยังมียางเล็กอยู่อีกด้านนึงครับ ปลูกสลับกับลองกอง

       แล้วอันนี้ล่ะครับทำไง

แบ่งไปสุมตามโคนต้นยาง เรื่องจุลินทรีย์ ไม่ต้องกล้วว่าเขาจะตายไปครับ โดนความร้อนเขาตายไปบ้างแต่เขาก็แพร่พันธุ์ได้เยอะ ได้เร็ว แล้ะถ้าเราทำน้ำหมักไปรดราดในดิน จุลินทรีย์ตัวดีที่เราต้องการก็จะมากขึ้น มากจนกระทั่ง จุลินทรีย์ตัวร้ายต้องหงอไปเลยละครับ

ต้นลองกองก็เอาไว้ แต่รังนี้น่าจะเลี้ยงไว้นะครับ ถ้าไม่มีเด็กเล็ก คนชรา หรือคนที่แพ้ง่ายๆ

หน้า