"สมุนไพรอันตราย"

หมวดหมู่ของบล็อก: 

 



              <<<จากภาพ มีข่าอยางเดียว>>>


สมุนไพรอันตราย


ปีใหม่ผ่านพ้นมาหลายวัน หลายคนคงสนุกสนานกับช่วงวันหยุดกันอย่างอิ่มแปล้แล้ว ลองมาฟังเรื่องอันตรายใกล้ตัวกันบ้าง เป็นไร  ด้วยสำนักความสุขแห่งชาติได้ประกาศสมุนไพรไทยอันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยง ดังนี้


1.            ขิง ข่า


ขิงก็ราข่าก็แรงเป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บ้างครั้งเป็นกากระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง  เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าวก็เสียทั้งงานทั้งองค์กร


2.            ขมิ้น


ขมิ้นกับปูน ไม่ชอบเพื่อนไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบลูกค้า ไม่ชอบที่ทำงาน  ไม่อบทุกอย่างในชีวิต


3.            มะนาว


มะนาวไม่มีน้ำ พูดไม่ดี  พูดมาก พูดไม่เพราะ พูดแต่เรื่องร้ายเหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง


4.            จิก


เจ้านายประเภทใช้คนไม่เลือกเวลา


5.            ว่านหางจระเข้


ว่านหางจระเข้(ฟาดหาง) เจอเร่องไม่ดีที่บ้านก็เอามาฟาดหางที่ทำงาน


6.            ชา


(เย็นชา) เย็นชากับลูกค้า  ลูกค้าหาย เย็นชากับลูกน้องลูกน้องหนี เย็นชากับเจ้านายอาจตกงาน


7.            สีเสียด


ใช้วาจาเสียดสี   เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัว เพื่อความสะใจ


8.            มะขวิด


ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง


9.            ยอ


ยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน


10.    แมงลัก


ลักขโมยไอเดียคนอื่นแล้วยกยอว่าเป็นของตัว


แล้วตัวคุณมีสมุนไพรแบบไหน(เพื่อนร่วม)งานแบบไหนอยู่กล้ตัว


อ้างอิงจากสำนักความสุขแห่งชาติ(คัดลอกจาก  จากสมุนไพรอันตราย  13   ชนิด จากหนังสือ


สองแขนที่กอดโลก ของ วินทร์    เลียววารินทร์ : พรุงนี้จะมาบอกวีธีแก้

ความเห็น

ทุกสรรพสิ่งล้วนมี ดี-ร้าย


     1.ขิงรา-ข่าแรง  ก็ต้องมีกันนิดหน่อยไม่มีเลยอาจพากันล่มได้เพราะไร้คนมองอีกมุม


     2.ขมิ้น ไม่ชอบแต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้มีความเห็นที่แต่งต่างทำให้องค์กรพัฒนาได้


     3.มะนาวไ ม่มีน้ำ ไม่เพราะไม่หวานใช่ว่าไม่มีน้ำใจไม่ใช่ปากหวานก้นเปรี้ยว


     4.จิก คนบางประเภทก็ต้องจิกเหมือนสิ่วแม้ว่าจะคมสักเพียงไหนไร้ฆ้อนตอกก็ไม่มีค่า


     5.จระเข้ ฟาดให้ถูกที่ถูกทางก็สามารถนำอาหารมาเลี้ยงปากท้องได้(เหมือนมวยไทยเลย 555 )


     6.ชา  บ้างครั้งนิดหน่อยก็ปล่อยวางเย็นซะบ้างปัญหาก็ไม่เกิด


     7.สีเสียดเสียดสีมีไว้บ้างคนบางประเภทไม่ชอบแบบตรงไปตรงมา


     8.มะขวิด  นิดหน่อยค่อยๆเขี่ยจะได้ไม่ลืม(เหมือนเจ้านายเราเลย)


     9.ยอ  ให้กำลังใจบ้างแต่อย่าให้เหลิง


     10.ลัก ครูพักลักจำหรือนำของเดิมมาต่อยอดหากไม่มีใครนำไอเดียของพี่น้องตระกูลไรท์มาพัฒนาป่านนี้คงไม่มีเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงให้เห็น


     ............เห็นแตกต่างใช่แตกแยก...ค่อยจำแนกแยกมาแต่สิ่งดี..


     .....นำพาประชาสามัคคี....นำสิ่งดีให้มวลชน...

                 นุ้ยอ่านหัวข้อเรื่องแล้วตกใจต้องรีบเข้ามาอ่านดู ช่างเปรียบเทียบจริงๆนะคะ

    โดนพิษเหล่านี้เข้าไป .... ท่านว่า ให้แก้ด้วยครอบจักรวาล 4 ราก ....

สติ .. หนึ่ง

สัมปชัญญะ .. หนึ่ง

หิริ .. หนึ่ง

โอตตัปปะ ... หนึ่ง

           ทั้งสี่ นี้ ท่านใช้อย่างละชั่ง ... คลุกเคล้าเข้ากัน ใช้อบ รม สม่ำเสมอ พิษจะมิใกล้กราย ที่ซาบซ่านในกาย ก็จะมลาย หายแล.....

ที่ยกมาทั้งหมด "สมุนไพรอันตราย" แทบจะทุกองค์กรมีหมดเลย

ที่ต้องมีทุกองค์กรจ้า คิดเสียว่าเป็นสีสันขององกรค์.................:admire2:

 

 

msn:lekonshore@hotmail.com

ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุข สนุกกับชีวิต อย่ามัวคิดอิจฉาใคร

Hey sis, You've got me worry for a sec, I thought that all the herbs, you have shown on the blog are really poison!

ที่ทำงานพี่มีแบบนี้ครบเลย...สาธุ(ดง)เข้าป่าดีกว่าเรา...


ขนานที่ หนึ่ง อิทธิบาท4


อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ 


๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น


ถ้าอาการไม่ดีขึ้น


ขนานที่สองพรหมวิหาร 4


  


ความหมายของพรหมวิหาร 4
-
พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่ 


1. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น  


2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกาย
ไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้


- ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และ
ความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์


- ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์


3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง


4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม


 


ขนานที่3ถ้าหายแล้วป้องกันโดยครอบจักวาล


ทิศหก บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ดุจทิศที่อยู่รอบตัวจัดเป็น ๖ ทิศ ดังนี้
๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา
๒. ทักขิณทิสทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์
๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ สามีภรรยา
๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
๕. อุปริมทิส ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์
๖. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง

๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา :
มารดาบิดาอนุเคราะห์บุตรธิดา ดังนี้
๑. ห้ามปรามจากความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสอันสมควร


บุตรธิดาพึงบำรุงมารดาบิดา ดังนี้


 ๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบ
๒. ช่วยทำกิจของท่าน
๓. ดำรงวงศ์สกุล
๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน

๒. ทักขิณทิสทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์ :
ครูอาจารย์อนุเคราะห์ศิษย์ ดังนี้
๑. ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี
๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
๓. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง
๔. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อน
๕. สร้างเครื่องคุ้มกันภัยในสารทิศคือ สอนให้ศิษย์ปฏิบัติได้จริง นำวิชาไปเลี้ยงชีพทำการงานได้


ศิษย์พึงบำรุงครูอาจารย์ ดังนี้


๑. ลุกต้อนรับแสดงความเคารพ
๒. เข้าไปหา
๓. ใฝ่ใจเรียน
๔. ปรนนิบัติ
๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ สามีภรรยา :
สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้
๑. ยกย่องสมฐานะภรรยา
๒. ไม่ดูหมิ่น
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
๕. หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญ ตามโอกาส


ภรรยาอนุเคราะห์สามี ดังนี้


 ๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
๒.สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓. ไม่นอกใจ
๔. รักษาสมบัติที่หามาได้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง

๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรสหาย :
พึงบำรุงมิตรสหาย ดังนี้
๑. เผื่อแผ่แบ่งปัน
๒. พูดจามีน้ำใจ
๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
๔. มีตนเสมอร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
๕. ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน


 มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้


๑. เมื่อเพื่อนประมาทช่วยรักษาป้องกัน
๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
๓. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
๔. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร

๕. อุปริมทิส ทิศเบื้องบน ได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์ :
คฤหัสถ์พึงบำรุงพระสงฆ์ ดังนี้
๑. จะทำสิ่งใดก็ทำด้วยเมตตา
๒. จะพูดสิ่งใดก็พูดด้วยเมตตา
๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา
๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔


พระสงฆ์อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ดังนี้


๑. ห้ามปรามจากความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
๖. บอกทางสวรรค์ สอนวิธีดำเนินชีวิตให้ประสบความสุขความเจริญ

๖. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง :
นายจ้างพึงบำรุงลูกจ้าง ดังนี้
๑. จัดการงานให้ทำตามกำลังความสามารถ
๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและ ความเป็นอยู่
๓. จัดสวัสดิการดีมีช่วยรักษาพยาบาลในยาม
เจ็บไข้ เป็นต้น
๔. ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้
๕. ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาส อันควร


ลูกจ้างอนุเคราะห์นายจ้าง ดังนี้


๑. เริ่มทำงานก่อน
๒. เลิกงานทีหลัง
๓.เอาแต่ของที่นายให้
๔. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
๕. นำความดีของนายไปเผยแพร่


 

ตอนเป็นเด็ก....มีแรง มีเวลา แต่ไม่มีเงิน กลางคน.....มีเงิน มีแรง แต่ไม่มีเวลา ปั้นปลาย.....มีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีแรง

นึกว่ามีประกาศจากกระทรวงไหนซักแห่งว่าสมุนไพรไทยเป็นอันตราย....เกมส์การค้าและเกมส์การเมืองที่จะทำให้ชาวต่างชาติมายึดสมบัติของคนไทย...

คิดให้แตกต่าง...แต่อย่าแตกแยก

นึกว่านอกจากผักแล้ว


ยังมีสมุนไพรห้ามด้วย


ดูจากข่าวห้ามนำเข้า


แต่กลับกลายเป็น......


สุดยอดครับคนสมัยก่อนมีอารมณ์สุนทรีย์จริงๆ


เอาพืชผักและก็สัตว์ ธรรมชาติ ฯลฯ มาเล่นคำหรือมาเปรียบเทียบ


นี้แหละคือ ความงดงาม...........

NONT..

หน้า