วิศวกร? หรือ วิศวเกษตร?
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผมชื่อนายบุญชู (R-Boo) ครับ เป็นสมาชิกเว็บมาระยะหนึ่งแล้ว วันนี้ขออนุญาตถ่ายทอดประสบการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตที่เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า อันเนื่องจากความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไป จนส่งผลให้ชีวิตวิศวกรของผมต้องผันมาเป็นวิศวเกษตร ร่วมเป็นกำลังใจไปกับการใช้ชีวิตในแบบฉบับของวิศวเกษตรมือใหม่ กับเรื่องราวใน “วิศวกร? หรือ วิศวเกษตร?” นะครับ
ตอนที่ 1 ความคิดที่เปลี่ยนไป (จะทำงานเพื่อหาเงิน หรือ จะให้เงินมาหาเรา)
ก่อนเข้าเรื่องผมขอย้อนกลับไปช่วงเวลาที่ผมกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้าย เรื่องเดียวที่อยู่ในหัวสมองตอนนั้น คือ “จบไปแล้วจะทำงานอะไรดี” เชื่อหรือไม่ว่าตอนนั้นในหัวสมองผม คิดอยู่อย่างเดียวแบบฟันธงเลยก็ว่าได้ คือ ต้องทำงานบริษัท ก็เรามันเป็นวิศวกรมันก็ต้องหางานในภาคอุตสาหกรรม ว่ากันแบบง่ายๆ ก็คือ ต้องหาโรงงานที่ให้เงินเดือนดีๆ ทำให้ได้ ซึ่งเป้าหมายที่ผมวางไว้ตอนนั้น คือ เราจะต้องหางานที่ให้เงินเดือนมากกว่า 12,000 บาทต่อเดือน เกณฑ์การกำหนดฐานเงินเดือนของผมก็ง่ายๆ ครับ โดยการดูเพื่อนในกลุ่มที่เราสนิทว่าเขาได้รับเงินเดือนกันเดือนละเท่าไหร่ (คือในกลุ่มผมมีทั้งหมด 7 คน ผมกับเพื่อนอีกสองคนจบช้ากว่าปกติ) ผมมานั่งคิดเงินเดือนของเพื่อนๆ แล้วก็พบว่า เงินเดือนที่สูงที่สุดที่เพื่อนๆ ผมได้รับในขณะนั้น คือ 12,000 บาท (ปี 2543) ทันทีที่เรียนจบผมก็ได้สมัครงานไว้หลายบริษัท โดยผมจะเลือกสมัครเฉพาะบริษัทที่มีชื่อว่า “ประเทศไทย” ยกตัวอย่างเช่น บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ามีคำว่า “ประเทศไทย” ในความเข้าใจของผมในขณะนั้น มันต้องเป็นบริษัทที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก และนี่เป็นเพียงสาขาหนึ่งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และด้วยเหตุผลอีกข้อ คือ เมื่อมันมีสาขาอยู่ในประเทศไทย มันก็ต้องมีสาขาที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าถ้าเราทำงานดีมีผลงานเข้าตาผู้บริหาร เราอาจจะได้ไปดูงานในสาขาต่างประเทศด้วยก็ได้ ประมาณว่า อยากไปเมืองนอก อยากลองนั่งเครื่องบินสักครั้งในชีวิต
และแล้ววันหนึ่งผมก็ได้รับโอกาสจากบริษัทแห่งหนึ่งแถวสมุทรสาคร ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีความมั่นคงเป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาบริษัทในโซนจังหวัดสมุทรสาคร ที่ผมบอกอย่างนี้เพราะว่า บริษัทนี้มีสวัสดิการณ์ดีที่สุด เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ และตัวชี้วัดที่สอง คือ เงินเดือนที่ผมได้รับ เริ่มแรกก็ 14,000 บาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ และ ตัวชี้วัดที่สาม เงินโบนัสประจำปี ผมเคยได้รับเงินโบนัสประจำปีสูงสุดอยู่ที่ 89,000 บาทในปีที่สามของอายุงาน ซึ่งบริษัทระแวกใกล้เคียงไม่มีการให้เงินโบนัสสูงขนาดนั้น (แต่ก็คงเอาไปเปรียบเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ อย่าง โตโยต้าฯ หรือ ฮีโนฯ ไม่ได้) ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ประมาณ 5 ปี โดยรับตำแหน่งเป็น Supervisor ฝ่าย วิศวกรรมการผลิต , ฝ่ายผลิต Automotive Belt และ ฝ่ายผลิตวัตถุดิบด้านเส้น Polymer เสริมความแข็งแรง ก็ประมาณว่า ถ้าเป็นรัฐมนตรีก็ดูควบสามกระทรวง ในช่วงที่ทำงานในระยะห้าปีนั้น งานหลักๆ ที่ผมต้องรับผิดชอบก็คือ การปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้สูงที่สุด ผมเคยมาบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้ว ผมสามารถช่วยบริษัทเพิ่มผลกำไรได้มากกว่า 10,000,000 บาท ในช่วงระยะ ห้าปี ก็ตกปีละสองล้าน ตัวเงินนี้ผมคิดเฉพาะที่ผมจะประเมินเป็นตัวเงินได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายผลงานที่ไม่รู้ว่าจะตีเป็นตัวเงินอย่างไร เช่น การลดการจัดเก็บสินค้าคงคลัง นายญี่ปุ่นพูดกับผมเสมอๆ ว่าพื้นที่ในโรงงานเราหากตีเป็นตัวเงินก็ประมาณ ตารางเมตรละ 1,000,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้นควรใช้สอบพื้นที่ให้คุมค่าที่สุด จากการทำกิจกรรมการปรับปรุงระบบการผลิตต่างๆ ผมว่ารวมๆ แล้วผมสามารถลดพื้นที่ใช้สอยลงได้ไม่น้อยกว่า 50 ตารางเมตร โดยเฉพาะพื้นที่เก็บสินค้าคงคลัง โดยอาศัยระบบการผลิตแบบโตโยต้า (TPS Toyota Production System) เพราะฉะนั้นถ้าจะให้คิดเป็นตัวเงินก็น่าจะ 50,000,000 บาท ส่วนวิธีการปรับปรุงระบบการผลิตนั้น ผมขอไม่กล่าวถึงนะครับ เพราะคงต้องอธิบายรายละเอียดกันยาว
แต่ทุกคนเชื่อหรือไม่ว่า ต่อให้สวัสดิการดี เงินเดือนดี เพื่อนร่วมงานดี แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรวยขึ้นเลย ถึงแม้จะใช้สอยอย่างประหยัดก็ตาม ยิ่งทำบริษัทก็ยิ่งรวยขึ้นๆ แต่ผมก็ได้แค่ดูดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้รวยไปกับบริษัท ผมเฝ้าไตร่ตรองจากผลงานที่ทำและผลตอบแทนที่ผมได้รับแล้ว มันพูดได้คำเดียวว่า “นี่เป็นการทำงานเพื่อหาเงินโดยแท้” แต่ก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เราทำงานเพื่อบริษัท เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า คนเราทุกคนทำงานก็ต้องอยากได้อะไรตอบแทนกลับมา โดยเฉพาะเงิน แต่ผมว่าหากเราหวังเพียงเท่านี้มันคงจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในการที่จะสร้างครอบครัว เพราะผมมองว่าครอบครัวที่อบอุ่นคือการได้อยู่กับคนที่เรารักและอยู่กับคนที่รักเรา ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีรายได้ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วๆ ไปได้ และนั้นเท่ากับว่าหากผมยังคงทำงานบริษัทต่อไปอีกเรื่อยๆ เวลาในการที่ผมจะสร้างครอบครัวก็จะยิ่งลดน้อยลงทุกวัน ผมจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน โดยก่อนการเดินทางกลับเพื่อไม่ให้หนทางข้างหน้ามืดมนผมเลยเขียนแผนงานหลักเพื่อวางแนวทางเบื้องต้น ว่าหลังจากที่ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านแล้วจะต้องทำอะไรกับชีวิตบ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริง
โดยผมตัดสินใจที่จะดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานบริษัทมาประยุคต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีสโลแกนที่ว่า “เราต้องไม่ออกไปหาเงิน แต่ต้องทำให้เงินเข้ามาหาเราเอง” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “การปลูกเงินปลูกทอง” โดยการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้กลยุทธของชาวเวียดนาม นั่นก็คือ “กู” (ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุด) ไม่ใช้ “กู้” (การลงทุนทำอะไรก็ตามโดยใช้เงินเป็นตัวตั้ง) เพราะเวลาที่ล้มหรือเกิดความผิดพลาดจะได้ไม่เกิดความเสียหายมากนัก แต่อาจจะต้องใช้เวลาที่นานกว่า โดยผมเริ่มต้นจากการปลูกสิ่งที่สามารถขายและบริโภคได้ เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน และ เก็บบันทึกข้อมูลการผลิตของพืชผลแต่ละตัวและนำมาวิเคราะห์ ว่า หากผมต้องการสร้างรายได้จากการขายพืชผลทางการเกษตรให้เท่ากับหรือมากกว่าเงินเดือนตอนที่ทำงานให้กับบริษัท ผมต้องปลูกพืชอะไรบ้างและต้องปลูก แต่ละชนิดเป็นจำนวนเท่าไหร่ รวมทั้งต้องจัดลำดับ ว่าควรจะปลูกอะไรก่อนปลูกอะไรทีหลัง เพื่อให้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง โดยจะพยายามคงพืชเดิมที่พ่อกับแม่ปลูกไว้ก่อนแล้วให้มากที่สุด
คงเป็นความโชคดีที่แถวบ้านผมมีตลาดนัดทุกวัน บางวันมีทั้งรอบเช้าและรอบเย็น ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด ปัญหาเดียวที่ผมเจอ คือ ไม่สามารถป้อนผลผลิตได้ทันกับความต้องการของตลาด ทำให้ยังมีรายได้ที่ไม่ต่อเนื่องในช่วงเริ่มต้น ด้วยเหตุที่ว่า การทำเกษตรสำหรับวิศวกรเป็นอะไรที่เราต้องปรับตัวเองเข้าหาธรรมชาติ นั่นคือ จะทำอย่างไรให้สามารถทำเกษตรให้ได้ในช่วงฤดูการที่ขาดน้ำ หรือแม้แต่ จะทำอย่างไรให้มีรายได้จากการทำการเกษตรในช่วงฤดูฝนซึ่งผมจะขอเล่าวิธีการในการปรับตัวเข้าหาธรรมชาติของผมให้ฟังในตอนหน้านะครับ
จงอย่าลืมนะครับว่า “การทำงานบริษัท คือ การทำงานเพื่อหาเงิน ในขณะที่การทำการเกษตร เป็นการทำงานเพื่อให้เงินวิ่งเข้ามาหาเรา ” แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมอีกหลายๆ ด้านนะครับ เช่น
มีดินที่ดีพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ขอเพียงปลูกกล้วยขึ้นก็พอ
มีน้ำที่มากพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องมีมากพอสำหรับช่วงหน้าแล้ง ขอเพียงมากพอที่จะปลูกกล้วยขึ้นก็พอ
มีพันธุ์พืชที่ดีและเหมาะสมกับความต้องการ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ขอเพียงหาได้ในท้องถิ่นก็พอ
และสุดท้าย คือ มีแรงและความตั้งใจที่มุ่งมั่น
เพียงท่านมีปัจจัยที่ผมได้เอ่ยมาข้างต้นท่านก็สามารถเตรียมตัว (เน้นนะครับ แค่เตรียมตัวก็พอ) เข้ามาร่วมชะตากรรมไปกับ วิศวกรที่ต้องผันชีวิตมาเป็นวิศวเกษตรอย่างผมได้เลยครับ
(ติดตามต่อตอนหน้านะครับ!)
- บล็อกของ R-Boo
- อ่าน 8983 ครั้ง
ความเห็น
สายพิน
13 ตุลาคม, 2010 - 08:18
Permalink
ชื่นชม
คุณบุญชู คือไม่ทันได้อ่านบล็อกที่แล้วที่ว่าลงซ้ำกัน แต่ทันอ่านบล็อกนี้ ชื่นชมกับวิธีการคิดและการทบทวนอ่านใจ อ่านเหตุการณ์ที่ผ่านของคุณบุญชู ทั้งยังได้เอาสิ่งที่คิดอ่านมาปรับให้สอดคล้องกับความคิดในปัจจุบัน
ด้วยวันเวลาที่มีคำว่า "อายุ" เป็นตัวกำหนด หากอายุมากขึ้น บางครั้งการตัดสินใจลงมือทำ ก็อาจไม่ทัน ชื่นชมกับการตัดสินใจ
วันนี้ที่ได้ก้าวข้ามมาอีกแบบที่ต่างจากเดิม ... อาจต้องใช้ความอดทน ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจทั้งงานวิศวเกษตรและหนังสือเล่มที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนค่ะ
R-Boo
13 ตุลาคม, 2010 - 10:12
Permalink
ขอบคุณคุณสายพิน
ไว้ผมจะลองแก้ไขบล๊อคแล้วเอาเนื้อหาที่ขาดหายไปมามาลงให้ครบนะครับ
และก็เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องใช้ชีวิตให้คุ้มที่สุดให้มันคุ้มเช่นเดียวกับเวลาที่หมดไปเรื่อยๆ
R-Boo
มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!
หนูนิว
13 ตุลาคม, 2010 - 09:05
Permalink
พี่ R-Boo
หนูว่าหลายคนก็คิดเหมือนพี่นี่แหละค่ะ
ถ้าเราเอาเงินมาเป็นตัวกำหนดชีวิต ชีวิตก็ต้องดำเนินไปตามกลไกลของเงิน
บางคนก็ทำเพราะไม่มีทางเลือกค่ะ ชีวิตคนทำงานหลายๆคน ก็ไม่ชอบงานที่ทำอยู่
แต่เราก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า แล้วเราชอบอะไร งานที่เราทำได้ มีอะไรบ้าง
เรามีกำลังกาย กำลังใจ กำลังเงิน พอที่จะทำมันหรือเปล่า
บางคนก็ต้องทำงานหามรุ่ง หามค่ำ เพื่อหาเงินใช้หนี้ หรือหาเงินเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างในชีวิต
เช่น รถ บ้าน ครอบครัว เป็นต้น
แต่ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ทำงานในระบบบริษัทแล้วมีความสุข
มีความสุขเพราะเป็นงานที่รัก และรักในงานที่ทำ
ถ้าเราได้ทำในงานที่เรารัก และรักในงานที่เราทำแล้ว
ไม่ว่าผลตอบแทนหรือปัจจัยแวดล้อมจะเป็นอย่างไร
เราก็จะยังมีความสุขกับมัน
คืนก่อนมีโอกาสได้ดูรายการวีไอพี ที่มีแอร์ของสายการบินแอร์ เอเชีย มาให้สัมภาษณ์
เธอพยามที่จะเป็นแอร์ตั้งแต่เด็ก ใช้ความพยามอยู่ 2 ปีกว่าจะได้เป็น
ไม่ว่าสายการบินไหนก็ไม่เกี่ยงขอให้ได้เป็นแอร์
เธอไม่ได้เลือกว่าจะต้องอยู่กับสายการบินระดับชาติ นานาชาติ
แต่เธอก็มีความสุขที่ได้เป็นแอร์ที่สายการบินแห่งนี้
ตอนแรกหนูก็มีความคิดคล้ายๆกับพี่ค่ะ
แต่เรื่องนี้มันทำให้หนูคิดขึ้นมาได้ว่า....
ครั้งแรกที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัย เราก็เคึยถามตัวเองไว้แล้วไม่ใช่หรอว่า...
การเลือกครั้งนี้ มันคือวิชาติดตัวและจะเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินในอนาคต
และเราต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต
บวกกับการนึกถึงความพอเพียง กับงานที่ได้ทำ
หนูก็คิดได้ว่า หนูก็ได้ทำงานที่หนูอยากทำ ถึงจะไม่ได้อยู่บริษัทใหญ่โต
ค่าตอบแทนไม่ได้มากมาย แต่หนูก็มีเวลาในการใช้ชีวิต
หนูไม่ได้สนใจโอทีหรือโบนัสอะไรทั้งนั้น
หนูเลือกที่จะแบ่งเวลาในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ให้เพื่อน ให้ครอบครัว
แทนที่จะเอาเวลาทั้งหมดไปอยู่ที่บริษัท
หนูก็พอใจกับชีวิตแล้วค่ะ
เพราะคงามพอเพียงไม่ได้หมายถึงการเป็นเกษตรกรเพียงอย่างเดียว
เราทำควบคู่ไปได้
ถึงยังไงฝันของหนูก็ยังคงเป็นการได้มีสวนเล็กๆเป็นของตัวเอง
แต่วันนี้หนูก็ต้องทำให้ทุกๆวันของหนูเป็นวันที่มีค่าและมีความสุขที่สุด เท่าที่จะทำได้ค่ะ
ให้กำลังใจทุกคนที่ยังต้องต่อสู้กับวิถีชีวิตที่ สับสนวุ่นวาย พลิกชีวิตให้คิดบวกแล้วมีความสุขกับมันค่ะ
R-Boo
13 ตุลาคม, 2010 - 10:53
Permalink
ขอบคุณหนูนิวมากๆๆๆ
ขอบคุณนะครับสำหรับมุมมองดีๆ และก็กำลังใจดีๆ
ไม่ต้องทำงานที่ดีที่สุด แต่ขอให้มีงานทำที่เป็นงานสุจริตก็พอ
R-Boo
มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!
witlessness
13 ตุลาคม, 2010 - 09:22
Permalink
R-BOO
ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นนะครับ แต่จะรอติดตามตอนต่อไป
R-Boo
13 ตุลาคม, 2010 - 10:18
Permalink
ขอบคุณพี่ Witlessness ครับ
"ชีวิตไม่ได้อยากรู้อะไรมากมาย แค่อยากรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร"
รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม! ความรู้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่จะติดตัวคนคนนั้นไปตลอดชีวิต
R-Boo
มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!
R-Boo
13 ตุลาคม, 2010 - 10:26
Permalink
เพิ่มเติมเนื้อหาในบล๊อคที่ขาดหายไปครับ
สำหรับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ยังไม่ทันได้อ่านบล๊อคนี้ ตอนที่ผมลงแบบมั่วๆ เมื่อครั้งที่แล้ว
ตอนนี้ผมนำเนื้อหาที่ขาดหายไปมาลงเพิ่มให้ได้ร่วมอ่านกันแล้วนะครับ
เนื้อหาที่ขาดไป Front สีน้ำเงินนะครับ
ขอบคุณครับ
R-Boo
มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!
satjang
13 ตุลาคม, 2010 - 10:39
Permalink
R-Boo
ขอบคุณนะคะที่แบ่งปัน... นอกจากวิธีคิดที่ดีแล้ว กำลังใจต้องดีด้วยนะคะ เคยคิดเล่น ๆ กับหลานสาววัย Y เรื่องการบริหารเงินง่ายให้เพิ่มขึ้นด้วยการลงทุนน้อยที่สุด ... โดยให้เค้าทำโปรเจคขายแตงไทยน้ำกะทิ เงินลงทุนเพียง 75 บาท เพราะแตงไทย มะพร้าวเพื่อทำกะทิเรามีเอง ค่าที่ตลาดนัด 30 บาท นอกนั้นเป็นค่าน้ำแข็ง ค่าอื่นๆ พอหลานกลับไปบ้านบอกพ่อแม่ ข้ออ้างของพ่อแม่มีมากมาย...จากเด็กที่คิดว่าทำได้เจอผู้ใหญ่ห้ามเพราะติดกรอบเดิม ๆ เด็กจึงไม่อยากทำ ไม่มีแรงจูงใจ ..
กำลังใจจึงสำคัญ และการให้คนหลุดจากกรอบทุนนิยมก็จำเป็นด้วย...
...2553 ปีที่ 1 ที่เริ่มเดินตามรอยพ่อ...
R-Boo
13 ตุลาคม, 2010 - 11:02
Permalink
ขอบคุณคุณ satang
แนวคิดการสอนให้คนรู้จักลดต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) เป็นเรื่องที่ดีมักๆๆๆๆ ครับ ผมเองถูกบริษัทสอนมาโดยตลอด (To improve with the Input minimize!)
ในมุมมองของผม นี่แหละสิ่งที่เหมือนกันที่สุดของการทำงานบริษัทและการทำการเกษตร
ฝึกคิดนอกกรอบลองฝึกทำอะไรนอกกรอบ เป็นเรื่องที่ดีของคนที่เข้าใจ
แต่สำหรับคนที่ยังอยู่ในกรอบแล้วมันเป็นอะไรที่ทำยากมากๆ!
R-Boo
มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!
Lookkaew
13 ตุลาคม, 2010 - 12:24
Permalink
เก่งจัง
คิดๆๆอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ได้แต่วางแผน และเก็บเงินไปก่อง
ไม่มีเงินก้อลำบาก จะเริ่มทำอะไรก้อต้องใช้เงินทั้งน้าน
ที่บ้านมีที่ดินอยู่นิดหน่อย คงต้องบริหารจัดการดีๆๆๆ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ...สู้สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
หลีกหนีความวุ่นวาย ใฝ่หาอากาศบริสุทธิ์
หน้า