เริ่มต้นชีวิตใหม่

8 มีนาคม 2550

ไม่ได้เขียน Blog หลายวัน บางวันนึกจะเขียน แต่คิดอีกทีวันนี้ ชีวิตไม่มีอะไรน่าสนใจ บางวันเหนื่อยจนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ไหว เพราะชีวิตผมตอนนี้ไม่ได้นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว กำลังวางรากฐานเพื่อทำสวน หรือพูดให้สวยก็คงเกษตรกรมั่ง ทุกวันนี้จับจอบจับเสียม เลื่อย เครื่องมือต่างๆ จนมือด้าน เหนื่อยทุกวัน ได้เหงื่อทุกวัน ที่สำคัญ มีความสุข เหนื่อยก็พัก อยากนอนก็นอน ไม่ต้องมารำคาญใจ ไม่ต้องมาเหนื่อยใจ กับความ ...แหลของเพื่อนร่วมงาน(บางคน) ไม่มีนายจ้าง แต่ได้ค่าจ้าง เป็นข้าวสามมื้อ จากพ่อ และแม่  นี่คือตอนนี้ แต่อนาคตอันใกล้ ค่าจ้างข้าวสามมื้อต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ถ้าไม่งอมืองอเท้า ติดตามกันต่อไปครับท่านผู้ชม..

เวบผมอาจไม่มีเทคโนโลยีใหม่มานำเสนอ แต่ผมมีความเป็นชนบท ความเป็นบ้านๆ
มีหนอน มีแม่ปลวกมาให้ท่านดู ถ้าผมยังทำเวบต่อไปเรื่องแปลกๆ แบบนี้ยังคงมีมานำเสนอ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ความเห็น

รูปภาพของ ต้อง

เร็วๆนี้จะตามไป..เบื่อเต็มทน เพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัว...เบื่อๆๆๆ... ขอลำบากกายดีกว่า พอแล้ว สงสารหัวใจทำงานหนักเหลือเกิน  ขออาสาเป็นสาวกด้วยจ้า

Wink

ถ้าต้องเลือก...เริ่มต้นตอนแก่ กับ "อดทน" จนแก่ตาย...
ควรจะเลือกอะไร...

รูปภาพของ สอง

 

ก็กำลังวางรากฐานอยู่เหมือนกัน แต่จะเป็นการทำนามากกว่าครับ

รูปภาพของ ยายอิ๊ด

คนบ้านๆ นี่หละที่มีน้ำใจเยอะมากมาย แต่ใช่ว่า คนในกรุงในเมือง จะร้ายน้ำใจ แต่สังคม วิถีชีวิตทำให้เขาต้องระวังตัวมากกว่า

ยายอิ๊ด เคยทำงานมาหลายงาน ทั้ง ราชการ ครู ทั้งงานเอกชน ทั้งงานสื่อสารมวลชน..ทั้งงานที่รับเงิน และไม่รับเงิน เป็นถึงลูกน้องพิ้งเพื่อน... จนระดับหัวหน้าระดับ จังหวัด  แต่รู้ม้าย  เจ็บหัว... หัวโขนทั้งเพ ขายฝัน แข่งขันกัน แม้แต่การแต่งกาย รถยนต์ รองเท้า แม้กระทั่งน้ำหอม เครื่องประทินโฉมต่างๆ  การหักขาเก้าอี้ ขบวนการสกัดกั้น  การฉ้อโกง  โอย...สารพัดการตอแหล การเป็นจิ้งจก อย่าว่าจิ้งจกเลย จิ้งจกยังเล็ก ต้องแลนบ้านเราตัวใหญ่ดี  ไม่มีไอ้ไหร สุขกาย สบายใจเท่ากับ นั่งอยู่บนผืนดินเรา ที่ที่เป็นของเรา ไม่มีใครบงการ ทำไหร ไม่ต้องมีการประเมิน ไม่ต้อง หวังขั้น ไม่ต้องหวัง เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือน ไม่ต้องประเมินลูกน้อง ไม่ต้องประชุม เสวนา สัมนา บางครั้ง ทำงานให้เพื่อน หน้าที่ของความเป็นแม่...เมีย..ก็หายไป ปล้ำแต่ คิด  คิด  คิด วางแผน หัวแทบแตก ขับรถยังคิดแต่เรื่องงาน ทั้งการบริหารคน บริหารงาน มั่วไปหมด ลูกแหลด..อยู่ไหน บางทีก็น่าอนาจ... เหมือนกัน ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวประชุม จังหวัดนู้น เดี๋ยว ประชุม จังหวัดนี้ โอย....สงสารลูก สงสารครอบครัว หวังเพื่อความสุขในจิตใจ เหนื่อยกาย อาบน้ำพักผ่อนก็หาย เหนื่อยใจ มันเจ็บหัว อยู่เรื่อยๆ  ตอนนี้หวางแล้ว... บายใจที่สุด....อี้นุ่งชุดไหรก็ได้ ทำไหรก็ทำได้ตามที่ใจต้องการ  พ้นวังวน..แล้ว  ฝากทุกคน อย่ากลัว กับ ความเปลี่ยนแปลง เงินเดือน 4-5 หมื่น หัวโขนที่ใส่ ซื้อความสุขที่แท้จริงไม่ได้หรอกค่ะแต่ต้องวางแผนดี ดีหากจะออกจากงาน

 

#แตกต่าง.แต่.ไม่แตกแยก#

รูปภาพของ sothorn

ได้แรงอก ยายอิ๊ดเห้อ

รูปภาพของ แจ้ว

ระบายสีหัวใจให้แล้ว ชาดได้แรงอกจริง ยายอี๊ดเรา.....Sealed

รูปภาพของ ยายอิ๊ด

ตกมัน ว่าผีเข้า...

#แตกต่าง.แต่.ไม่แตกแยก#

รูปภาพของ เริง..รมย์

อ่านยายอี๊ดและพี่โสแล้ว พรือโฉ้หัวใจจัง ตอนแรกเรียนจบหวังว่าพันนี้แหล่ะ อยากทำไหรที่เป็นส่วนตัว ลงทุนปลูกมังคุด ขุดหลุมปลูกกล้วยแล้ว แม่ว่าเรียนจบมาแล้วไหนๆก็ไหนๆทำงานให้เขาเห็นว่าเรียนมาแล้วมีงานทำสักสี่ห้าปีก่อน แล้วค่อยหลบมาทำสวนก็ได้ พอถึงเวลาจริงๆกลับเป็นเราเองที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ต้องวิ่งอยู่ในวังวนของมนุษย์เงินเดือน แม้การแข่งขันอาจไม่รุนแรงมากมาย มีเพื่อนร่วมงานที่ดีไม่แก่งแย่งแข่งขันสักเท่าใหร่ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เวลามีงานญาติพี่น้องก้อไม่ได้ไปร่วม สงกรานต์ เดือนสิบทีไร ลุ้นตัวโก่งว่าจะตรงวันหยุดตัวเองมั้ย  ถ้าตรงก้อดีพอได้ไปใหว้ตายายมั่ง ถ้าไม่ตรงก็ทำใจรอปีหน้าว่าเผื่อดวงจะดีได้หยุดมั่ง ถึงตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะกล้าเปลี่ยนเมื่อใหร่เหมือนที่บอกไป ทำได้แค่ทำให้ชินกับจอบกับเสียมเข้าไว้ เรื่องโลชั่นทามือ ไม่จำเป็นสำหรับผม มือที่ขึ้นปอมนี่แหล่ะเท่ห์สุดแล้ววันก่อนได้กลับสงกรานต์1ในรอบ 6 ปี น้องสาวจับมือ ทำหน้าแปลกๆ ถ้าถามได้สงสัยจะถามว่านี่มือหรือ...ไม่เชื่อว่าทำงานบริษัทมือจะเป็นแบบนี้ได้ แต่ถ้าส่วนตัวผมแล้วแบบนี้แหล่ะสุดยอดแล้วทำให้ชินเอาไว้ พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อใหร่ก็ลุยได้เต็มที่เลย...อีกไม่นาน...

รูปภาพของ ann

ตอนเรียน อยากทำงานออฟฟิต แต่งตัวสวย ๆ (ความฝันของสาวมหาลัย) มาอยู่กรุงเทพฯ คิดถึงบ้านตลอด พ่อบอกว่าถ้าเรียนจบให้กลับมาอยู่บ้านทันที  พอจบได้งานทำ ก็บอกพ่อว่าขอทำงานที่ไ้ด้ร่ำเรียนมาก่อน เพราะงานที่ได้ตรงกับที่เรียนมา ตอนแรก ๆ ที่ทำชอบการทำงานมาก ทุกคนน่ารัก และให้การต้อนรับอย่างดี เป็นเด็กใหม่ที่เข้าไปทำงาน ใครใช้ทำอะไรก็ทำ (หน้าที่ประชาสัมพันธ์) ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง ถ้าถูกคนอื่นรับ ถ้าผิดก็รับเอง แรก ๆ ก็ไม่คิดอะไร ปัญหาก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนถอดใจ .... แต่โอกาศก็เข้ามาช่วยไว้ จากการทำงานที่ขยัน ได้ย้ายมาประจำที่สาขา และมีหัวหน้าใจดี ทำได้อยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ด้วยงานที่หนักและเพิ่งเปิดสาขาใหม่ หัวหน้าลาออก วันแรกที่รู้ ร้องไห้ เพราะคิดว่างานที่ทำนี้ดีที่สุดแล้ว (อยากทำงานนี้) ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวาย หลายคน พอหัวหน้าออก หน้าที่ทุกอย่างก็ตกมาเป็นของเรา (หน้าที่เพิ่ม เงินเดือนเท่าเดิม) ทำงานหนักมาก ประมาณหก เรียกประชุมตลอด คิดเรื่องงานตลอด  จะกินจะเดินจะนอน หรือนั่งรถกลับบ้าน (เป็นช่วงเวลาที่ลืมบ้าน ลืมพ่อ ลืมแม่ ลืมทุกอย่าง ในหัวมีแต่เรื่องงาน ๆ อย่างเดียว ) ได้สติอีกที งานทุกอย่างเริ่มลงตัว ทุกคนเริ่มเห็นผลงาน ทุกสัปดาห์ต้องเข้าประชุมที่ศูนย์ฯ ทุกคนไม่ได้ยินดีกับความสำเร็จกับเราเลยแม้แต่นิดเดียว พร้อมที่จะมาแทนได้ตลอด ความน้อยใจและอะไรหลาย ๆ เริ่มเข้ามาเยือน ชีวิตต่อไปรู้ได้เลยว่าไม่มีความสุข ตรงนี้ทำให้คิดได้ว่าเรามี บ้าน มีพ่อมีแม่ ที่รออยู่ แต่ก็ไม่มีความรู้อะไรเลย เริ่มโทรคุย กับพ่อ ว่่าที่บ้านเป็นงัยบ้าง มีอะไรบ้าง ปลูกอะไรได้บ้าง ทำอะไรได้บ้าง.... แต่ก็กลัวอะไรก็ไม่รู้ เวลาที่เหลืออยู่ตอนนั้น มีรายการฅนค้นคน พี่เช็ค พิธีกร เป็นแรงบัลดาลใจ (พูดให้คนที่ลำบากมาก ๆ มีกำลังใจ) คนที่ลำบากกว่าเรายังสู้ แล้วเราล่ะ (หลายตอนที่อยู่ในความทรงจำ ที่ต้องทำให้ได้คือ สวนลุงนิล) ถ้าวันไหนไม่ได้ดู ก็ดูย้อนหลังก่อนทำงาน หาข้อมูลไป หาทุกอย่าง ที่อยากรู้ อยากทำ อ่าน อ่าน และก็อ่าน เริ่มคิดได้ว่างานเพิ่มเงินเดือนก็เท่าเดิม ทำเท่าเงินเดือนละกัน เจียดเวลามาให้กับตัวเองมากขึ้น เริ่มคิดถอยออกมาเรื่อย ๆ จนตัดสินใจลาออก แต่มีงาน ซัมเมอร์ที่สิงคโปค์ต้องรับผิดชอบสาขา เป็นงานที่หนักมาก แต่ใจหนึ่งก็ยังไม่เคยไปต่างประเทศเลย ทุ่มไปทั้งตัวอีกครั้ง ไม่ได้นอนไปอีกสองเดือน คิดจนสมองแทบแตก หนักที่สุดแล้ว อึดใจสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี กลับมาลางานกลับบ้าน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก จนไม่อยากกลับมาทำงาน กลับบ้านเริ่มคิดเริ่มวางแผน ช่วงหนึ่งที่เหนื่อย เพราะเริ่มหาข้อมูลมาก เริ่มคิดมาก (ทั้งที่ไม่ได้ลงมือทำจริงจัง) เป็นช่วงที่ใช้คำว่าสับสนกับตัวเอง ก็เลยตัดสินใจแล้วว่าลาออก เหมือนเราิแบกอะไรหนัก ๆ แล้วเราทิ้งมันไปมันลง รู้สึกตัวเบา (เดินเหมือนจะลอยได้ เว้อไปป่าวไม่รู้ แต่รู้สึกอย่างนั้นน จริง ๆ) ลาออกแรก ๆ กลับมาบ้าน ยิ้มกับตัวเองได้ทุกวัน มีความสุขจนบอกไม่ถูก ตื่นมาเห็นหน้าพ่อหน้าแม่ แล้วมองย้อนกลับไป ว่าพ่อแม่เห็นหน้าเรา ความสุขจนอธิบายไม่ถูก.....

ส่วนหนึ่งของความคิด.....ขอคิดด้วยคน

สุขใดไม่เท่าอยู่บ้านเรา...

....ความสุขอย่างแท้จริง ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง....