“วัฒนธรรม” ... อีกที นะ

หมวดหมู่ของบล็อก: 

    นิยาม ของ “วัฒนธรรม”  ที่จะนำมาเสวนาในวันนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตใช้ความหมายเดียวกับที่ เคยนำเสนอไว้ในบล็อก ลงแขกน่ำข้าว  http://www.bansuanporpeang.com/node/19826

    แต่วันนี้ ไม่ใช่เป็นการนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ... หากจะเรียกว่า มาระบายความรู้สึกส่วนตัว ... ถึงจะผิด ก็ไม่ห่างนัก ...

    ก็ตระหนักอยู่ครับ ... ว่าออกจะไม่สมควรทำ ... แต่อีกมุมหนึ่งอาจเป็นการ ลงแขกเอาแรง ให้หลาย ๆ ท่าน ได้มาร่วมกันฉุดรั้ง “วัฒนธรรม” ที่บรรพบุรุษของเราสั่งสมไว้ ไม่ทราบ กี่ร้อย กี่พันปี ... จนถึงระดับ “อารยะ” (นี่คือความรู้สึกส่วนตัวของข้าพเจ้า) อย่าให้ถอยหลัง ... ตกจม กลับไปสู่ “อนารยะ” มากไปกว่าที่เป็นอยู่ เลย

    ท่านผู้ใด ที่รุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า คงจำบทเรียน จากหนังสือ “แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มเดียว ที่ใช้เรียนสำหรับ ชั้น ป. 1 เรื่อง “คนแต่ก่อน” ซึ่งเป็นบทเรียนสุด Hit ที่เด็กสมัยนั้น ... ท่องกันให้ขรม ว่า ....

    “คนแต่ก่อน แต่ก่อน ก่อน นานมาแล้ว คนเรายังโง่ บ้านเรือนก็ยังไม่มีดังที่เห็นกันเดี๋ยวนี้ .... ฯลฯ”

    ท่านคงตั้งคำถามในใจ ว่า ... เอามาเล่าทำไม ?

      ข้าพเจ้า จึงขออนุญาตไขข้อข้องใจ ดังนี้

    จากเนื้อหาในหนังสือ บอกเล่าเราว่า คนแต่ก่อน หรือคนโบราณ นั้น โง่ ชั้นจะสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย ก็ยังไม่เป็น ต้องอาศัยตามโคนต้นไม้ หรืออยู่รวม ๆ กันในถ้ำ อาหาร ก็กินกันดิบ ๆ เพราะไม่รูจักใช้ไฟ ... ฯลฯ

    เพียงแค่ที่เล่ามานี้ ... ท่านลองหลับตาจินตนาการ ดูว่าบรรพบุรุษ มีอารยะ หรือไม่ เพียงไร ... แล้วหากย้อนเวลากลับไปมากกว่านั้นละ ! ...

    การดำรงชีวิต ... และ สัญชาติญาณ จะต่างจากเดรัจฉาน หรือไม่ ... อันนี้คงตอบยาก ...

    แต่ที่ต่างจาก เดรัจฉาน แน่ ๆ ... คือ สมอง ที่รู้คิด ... พัฒนายกระดับ แยกพ้น “เดรัจฉาน” ... เข้าสู่ระดับความเป็น “คน” ถึงแม้จะอนารยะอยู่ ...

    การได้เกิดในภวของคน ก็ดีกว่า ติดข้องอยู่ในภว ของสัตว์แหละ ... ท่านเห็นด้วยไหม ?

    เป็นที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ... ที่บรรพบุรุษของเรา สู้สั่งสมประสบการณ์ ... ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ในวิถีชีวิตของหมู่คณะ ... เพิ่มขึ้น ... เพิ่มขึ้น ... ๆ ๆ ๆ .... จน

        ยกระดับจากความ “เป็นคน” สู่ความ “เป็นมนุษย์” ได้อย่าง อง อาจภาคภูมิ

    ประสบการณ์ล้ำค่า เหล่านั้น ถูกถ่ายทอด โดยเจตนาพัฒนาความเป็นอารยะ สู่ทายาทรุ่นถัด ๆ มา  ... แต่จะเป็นเพราะ ข้าพเจ้าแก่ เกินแกง ... หรือ วิปริต ... จิตพร่อง ... กระมัง มุมมองจึงกลับตาลปัตร ... เป็นว่า ...

    วัฒนธรรมอารยะ ที่สั่งสมมาโดยบรรพบุรุษ นับเวลาเนิ่นนาน กำลังถูกละเลย ทำลาย ...

    แรงกระตุ้น ให้ข้าพเจ้า วิปริต วิตก ดังที่ปรารภ มาจาก เมื่อวานขณะจะออกไปทำธุระนอกบ้าน ... เดินผ่านจอ เครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งกำลังเสนอรายการเช้า ... เห็นภาพของเยาวชน กำลังออกลีลาการเต้นกันอย่างสุดฤทธิ์ สุดเดช ... เด้งหน้า เด้งหลัง สะบัด แขน  - ขา – หน้า – หัว จนน่ากลัวว่าองคาพยพ บางส่วนจะหลุดกระเด็น ออกไป ให้กายพิการ ...

    ดู อย่างผิวเผิน ... พฤติกรรมของเหล่าเด็ก ก็น่ารัก ... น่าเอ็นดู ดีอยู่หรอกครับ ...

    แต่สำนึกของข้าพเจ้า อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เยาวชนในวัยไร้เดียงสาเหล่านั้น ... คิดอากัปที่แสดง ออกมาถึงการปล่อยอารมณ์ ไปตามสัญชาติญาณดิบ โดยขาดการขัดเกลาได้อย่างไร ? ...

    แล้วก็สำนึกอีกนั่นแหละ ... ผุดขึ้นมาตอบข้าพเจ้า ว่า ... คงจำมาจาก ผู้ใหญ่ ที่นำออกเผยแพร่ กันในสื่อต่าง ๆ โดยขาดสำนึกการรับผิดชอบ และไม่ตระหนักต่อผลกระทบ ที่เกิดแก่เผ่าพันธุ์ ที่เราอยากให้เป็นมนุษย์ ...

       ที่เห็นน่ะ  ... ยังดีที่ เยาวชนเหล่านั้น ยังห่อคลุมร่างด้วยชุดนักเรียน ...

    หากแต่งอย่าง ที่ผู้ใหญ่นำมาแสดง และผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง ชื่นชอบละก็ ... ฮึ ๆ ๆ ... ดูไม่จืด เชียวล่ะ

    ถึงตอนนี้ ... หลายท่าน ซึ่งอาจเป็นเสียงข้างมากด้วยซ้ำ ... ยกมือ ขออภิปรายว่า

    “ลุง เอ๋ย ! ... เขาเจริญไปถึงไหน ๆ แล้ว ... ลุงไม่รู้ ไม่เห็นบ้างรึไง ... เด็กสมัยลุงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ... ใช้คอมฯ เป็นไหม? ... ในชุมชน จะแจ้งข่าวที ต้องตีเกราะ เคาะไม้ เดินบอก แต่เดี๋ยวนี้ เขาใช้เสียงตามสาย ... ประชุมด้วยระบบ VDO Conference กันแล้ว ... ฯลฯ โลกหมุนไปข้างหน้าไกลแล้ว ลุงยังมัวมาอนุรักษ์อยู่นั่นแหละ”

        ข้าพเจ้า ก็คงต้องยกมือขออนุญาตชี้แจงบ้างล่ะ ว่า ...

    ข้าพเจ้า ไม่ใช่นักอนุรักษ์ และไม่คิดอนุรักษ์ หากการที่จะเกิดขึ้น เป็นการร่วมกันขับเคลื่อนสังคม ให้พัฒนารุดหน้า ... อย่างสมดุล ระหว่าง วัตถุ กับตัวบ่งชี้ความเป็นมนุษย์ ... แต่นี่ ข้าพเจ้า สับสน ต่อพฤติกรรมของ ...

    ตั้งแต่ ปัจเจกบุคล ไปจนถึงชั้น องค์กร ... ว่า ... ปัจจุบัน สังคมกำลังพัฒนาความเป็นมนุษย์ ให้สูง ถ่าง ห่าง จากเดรัจฉาน ได้มากขึ้น ... หรือ กำลังส่งเสริมให้มนุษย์ หันกลับไปใช้สัญชาติญาณดิบ อย่าง ...

       “คนแต่ก่อน แต่ก่อน ก่อน นานมาแล้ว ... ฯลฯ”

            เอาดูง่าย ๆ แค่การจัดการศึกษา ...

    ในอดีต     

        สอนให้รู้โทษ หรือ อาทีนพโทษ(ผลร้ายของสัญชาติญาณอารมณ์ดิบ และ รู้กดข่มเอาชนะอารมณ์ดิบ ...

    สอนให้เห็นความสวยงาม ความไพเราะ และคุณค่า ที่พิเศษ แตกต่าง ระหว่างความดิบเถื่อน กับ ศิลปะ ... ตลอดถึงวิธีเสพศิลปะ เหล่านั้นอย่างฉลาด

    สอนการใช้วิถีชีวิต ร่วม กับสังคม และธรรมชาติ แบบพึ่งพา กันและกัน อย่างสมดุล รู้เคารพกติกาสังคม และธรรมชาติ รู้เกรงกลัวต่อผลที่เกิดจาก การผิดกติกา หรือฝืนสมดุล ... เพื่อให้เกิดทุกข์ น้อยที่สุด ...  แต่ ...

    ปัจจุบัน ...

        สอนวิธีการใช้สัญชาติญาณอารมณ์ดิบ ... ที่ตนเองจะปลอดภัย .... แล้วคนอื่น ล่ะ .... ฮึ ... ช่างมันปะไร !

    อย่างนี้ ... จะเรียกว่า “พัฒนา” ... หรือว่า “ถดถอย ทำลาย” ... ดี

      โปรแกรม ... ความต้องชนะ ถ่ายเดียว ... แพ้ไม่ได้ เข้าไป ... ลืมมองอาทีนว ว่า โปรแกรมเหล่านั้น คือลิ่มที่ตอก ย้ำซ้ำเติมลงในร่องรอย “ความแตกแยก”  ... ที่มี “ความเห็นแก่ตัว” เป็นลิ่มตัวเก่าค้างคาอยู่

             แล้ว น่าชื่นชม นักหรือ ... หรือ น่าห่วงใย กันแน่

ความเห็น

เป็นอย่างที่คุณลุงห่วงใยทุกอย่างเลยค่ะ....แต่เราก็ไม่สามารถแบกโลกทั้งใบไว้ได้...ต้องช่วยกันดูแลใช่มั๊ยคะ...แล้วจะมีใคร ๆ ที่พอจะมีเวลาหวนกลับมาคิดเรื่องนี้บ้าง ต่างก็แข่งขันชิงดีชิงเด่นกันทั้งนั้น คิดถึงแต่ตัวเอง แม้แ่ต่สถาบันสำคัญ หน่วยเล็ก ๆ อย่างครอบครัว ยังทำให้ดีไม่ค่อยได้...ไม่มีเวลาให้กัน...ไปคนละทาง..น่าห่วงจริง ๆ ค่ะ 

   ดีใจนะ ... ทีหลานนันท์มองเห็น...

     ลุงไม่ได้คิดที่จะำให้ใคร ต่อใคร แม้แต่ตัวลุงเองก็เหอะ เ้ข้าไปแบกโลกทั้งใบเอาไว้ ... ซึ่งเป็นไปได้ยาก ทั้งเป็นการสร้างภาระ ที่หนักอึ้ง ให้กัน และกัน เปล่า ๆ ... พอรับไม่ไหว ก็จะผละหนีกันไปหมด

    ลุงหวังเพียงแต่ละคน ทำหน้าที่ในส่วนของตน ให้เต็มศักยภาพ ของความเป็นมนุษย์ ... และดูแล ประคับประคอง ผู้ใกล้ชิด ให้ก้าวไปในร่อง ในรอย อันควร ... เท่านี้ ...

    โลก แห่งความเป็นมนุษย์ ... ก็คงไม่ตกจมเร็วจนเกินไป ...!

   น้อยที่สุด ตัวเราเอง ไม่ต้องเสวยทุกข์ ... นะหลาน

คนเราทุกวันนี้ มองเห็นแต่ตัวเอง คนอื่นจะเป็นอะไรก็ช่างค่ะ วัตถุอยู่เหนือจิตใจแล้วค่ะ :sweating:

"เชื่อในผล แห่งการทำความดี"

:sweating: มึนตึบ

ลุงปาโล อ่านบันทึกวันนี้เกิดฉุกใจคิดอีกครั้งว่าเด็ก ๆ ที่ได้เต้นแสดงออก ผู้ใหญ่ไม่ทันได้ทัดทานนั้นเป็นไปได้ไหมคะ ว่าเป็นเพราะว่าผู้ใหญ่ไม่ทันมองถึงการกรองเรื่องศีลธรรม วัฒนธรรม ของเด็ก ปล่อยให้แสดงออกอย่างที่เด็กคิดอยากทำ ไม่มีสิ่งดึงรั้งไว้ เหมือนปลูกต้นไม้เลื้อยตามยถากรรม วันหนึ่งก็จะไม่มีบ้านอยู่เพราะว่าต้นไม้ยึดบ้านไปแล้ว วัยเข้าเรียนเมื่อก่อนจะมีหนังสือสมบัติผู้ดีต้องท่องให้ได้ทุกหน้า สมัยนั้นเล่มละสลึง ... หากมาช่วยกันลงแขกหว่านพืชพันธุ์ทรงคุณค่าทางความคิดกันอีกครั้ง เชื่อว่า หลายเรื่องราวาอาจเป็นสิ่งที่ชลอได้ กลียุคก็น่าจะเกิดช้าลงนะคะ

:dreaming: วันนี้ขอเป็นผู้รับฟังที่ดีค่ะลุงพะโล้..

ยุคนี้สมัยใหม่  ครูตีนักเรียนไม่ได้  ผู้ปกครองไม่มีจิตสำนึกที่ดีไม่สอนลูกหลาน  อนาคตจะเป็นอย่างไร

สถาบันครอบครัวต้องมาก่อน! แต่เดี๋ยวนี้ ตอบกันได้ไหมว่า ครอบครัวคืออะไร อะไรคือครอบครัว ครอบครัวประกอบด้วย?  อาจจะมีบางครอบครัวที่ประกอบไปด้วย ลูกเทวดา แล้วใครล่ะที่เป็นคนสร้างลูกเทวดาเหล่านั้น


:confused:

วินัย ฝึกที่บ้าน ให้ลูกหลานเป็นระเบียบ

หน้าที่ของใคร ?

..โอกาสไม่ได้มีทุกวัน..

 

ทางโลกบอกว่า "ศิวิไลซ์" แต่ในใจผม มองว่า "เสื่อม" 

หรือว่าผมมองไม่เป็น แยกไม่ออก อย่างที่สังคมส่วนใหญ่เขาเห็นกัน

จะปลูกต้นไม้ในใจเธอ