การผลิตผักปลอดภัย ตอน ระยะทดลอง สู่ผลิตเป็นการค้า
ตอนที่ ๒ โครงการผลิตผักปลอดภัยเป็นการค้า -คื่นฉ่าย ผักชีจีน และผักกาดหอม-
ในตอนที่แล้ว ได้ให้ข้อมูล และบอกเล่าความสำคัญ ของพืชอันดับ ๑ และ๒ ของสวนสองโสก ว่า คื่นฉ่าย (และผักชีจีน) มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าจะใช้หนี้ คืนเงินกู้ยืม และดอกเบี้ย ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็ต้องทำคื่นฉ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่น้อยกว่า ๑๕๐๐๐กก. ต่อปี หรือมีรายได้ ไม่น้อยกว่า ๑ล้านบาท ต่อปี ถ้าไม่ทุ่มเท เตรียมใจ เตรียมงาน และปรับปรุงแผนงาน แก้ปัญหา ก็ยากจะทำได้ตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความมั่นใจว่า ในระยะเวลา ไม่นานนัก(ไม่เกิน๓-๕ปี) จะสามารถผลิตได้ ถึง ๓๐๐๐๐กก. ต่อปี ถ้า ทีมงานยังคงแข็งแรง และพัฒนางานต่อเนื่อง แต่ก็ต้องอาศัยโชค และต้องทำปุ๋ยหมักตื่นตัวได้เพียงพอ เพราะทำการผลิตผักปลอดภัย มากกว่า ๒๕ชนิดพืช (ไม่รวมพืช ในระยะทดลอง)
ถ้าจะกล่าวว่า พอจะประสบความสำเร็จเล็กน้อย ในการผลิตผักปลอดภัย ก็ต้องขอบคุณ บูรพาจารย์ ที่ได้ถ่ายทอด
ขั้นตอนการผลิตผักปลอดภัย โดยหลักการมี ๓ขั้นตอน หรือ ๓ระยะ คือ ๑. ทดลอง ๒. ทดลองผลิต และ๓. ผลิตเป็นการค้า
ถ้าจะอธิบายลงรายละเอียด จะเป็นวิชาการเกินไป จะขอเล่า ตามที่ปฏิบัติง่ายๆ ใช้ภาษาง่าย ดังนี้
ระยะทดลอง( พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๖)
ในปี ๒๕๔๕ มีพืชผัก ถูกคัดเลือก ทำการทดลอง ๑๕ชนิด โดยแบ่งให้ทีมงานรับผิดชอบ ๔ทีม ทีมละ ไม่น้อยกว่า ๕ชนิด โดยเฉพาะ พืชครูที่สำคัญ ๕ชนิดที่ คนชนบทอิสาณ ทำอาหารเป็นประจำ เช่น ผักชีจีน ผักกาดหอม หอมแบ่ง ผักบุ้ง และคื่นฉ่าย จะมีอย่างน้อย ๒กลุ่ม ทำงานทดลองซ้ำกันในผักทั้ง ๕ชนิดนี้ แต่ต่างสายพันธุ์กัน และ/หรือ วิธีปลูกที่ต่างกัน
พืชผักทุกชนิด จะต้องเริ่ม จากระยะทดลอง คื่นฉ่าย( และผักชีจีน) ก็เช่นกัน ใช้เวลาทดลอง ติดต่อกันถึง ๙รุ่น ประมาณ ๒ปี ในระยะทดลอง จะเน้นเรียนรู้ขั้นต้นเพียงสองสามอย่าง คือ สามารถผลิตนอกฤดูกาลได้ผลผลิต และคุณภาพหรือไม่ อะไรคือ ปัญหา อุปสรรค และทดลอง อัตราปุ๋ย/ธาตุอาหาร ระดับพื้นฐาน(มาก-กลาง-น้อย) ตอนแรก ระยะทดลอง จะไม่พะวง ถึงต้นทุนการผลิตใดๆ ให้คิดเพียงว่า ทำให้ได้คุณภาพที่ตั้งไว้ในแต่ละฤดูกาล(นอกฤดูกาล)(% ที่จะสำเร็จ แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นสวนผักปลอดภัย ๑๐๐๐% จริงแท้แน่นอน ที่จะฝากไว้ให้ แผ่นดินเกิด ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่วาสนา บารมีที่สร้างสมมา)
พืชผักกินผล ทุกชนิดที่ทดสอบ ไม่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด เพราะ อายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวนาน ปัญหาต่างๆ มากกว่า และในขณะนั้น ด้อยประสบการณ์ และยังทำงานประจำ ส่วนผักกินใบที่สอบผ่าน มีเพียง ๓ชนิด คือ คื่นฉ่าย ผักชีจีน และผักกาดหอม(ผักสลัดแดง)
อนึ่งในขณะนั้นยังทำเกษตรผสมผสานที่ สวนบ้านไผ่ มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่พื้นเมือง นกกระทา หมู ห่าน และปลากินพืช ปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง พุทรา ขนุน น้อยหน่า มะพร้าว และกล้วย เป็นต้น ไม้ดอก เช่น โป๊ยเซียน มะลิ ดาวเรือง ฯลฯ และทำนาข้าวหอมมะลิ ส่วนสวนที่ แม่สรวยเชียงราย ปลูกไม้ป่า ไม้ผล ลำไย ลิ้นจี่ และผักพื้นบ้าน เป็นต้น (สวนที่ ดอนตาล มุกดาหาร ไม่ได้ทำอะไร)
มองย้อนไปแล้วไม่น่าจะรอดถึงทุกวันนี้ เพราะไม่มีโครงการใดมีกำไร แม้แต่โครงการเดียว อาศัยรายได้จากงานประจำ และเงินกองกลาง(มรดก) ปัจจุบันไม่มีรายได้ใด ก็เหลือแต่ สวนทั้งสามสวน หนี้สิน และโครงการผักปลอดภัย( และงานอดิเรก ปุ๋ยหมักตื่นตัว) ซึ่งภายใน ๓-๕ปี ก็คงจะทราบผลว่า จะทำการผลิตเป็นการค้า ได้จริงหรือไม่ ถ้าให้ประเมินอย่างเป็นกลาง ก็มีโอกาส แต่ไม่น่าเกินกว่า ๖๐%
ระยะทดลองผลิต(๒๕๔๗-๒๕๕๑)
ในปี ๒๕๔๗ มีเพียงผัก ๓ชนิด สอบผ่านได้รับการคัดเลือก เข้าสู่ระยะทดลองผลิต คือ ผักกาดหอม ผักชีจีน และคื่นฉ่าย ในระยะนี้จะมี งานทดลองผลิต เกือบทุกอย่าง อาทิเช่น ทดสอบสายพันธุ์ ๕-๑๐สายพันธุ์ ทดสอบการตอบสนองต่อ ธาตุอาหาร ๓ระดับ มาก-กลาง-น้อย การคัดเลือกวิธีการปลูกที่เหมาะสมในแต่ละฤดูกาล และเปรียบเทียบต้นทุน ต่อหน่วยพื้นที่ และต่อช่วงระยะเวลาผลิต การปรับแต่ง เทคนิคการเพาะเมล็ด การปลูก ระบบน้ำ การป้องกันกำจัดโรค-แมลง ต้องใช้เวลาช่วงนี้ ถึง ๔ปีเต็ม จึงพอจะฝืนใจ ให้ผ่านสู่ระยะ ผลิตเป็นการค้า
ทีมงานจะได้รับการย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า เมื่อเข้าสู่ระยะผลิตเป็นการค้า (ขึ้นเวที จริง หรือเข้าสู่สนามรบ) จะไม่มีการทดลอง(ยกเว้นทดลองย่อย) เพราะ ถ้า ขึ้นเวทีจริง หรืออยู่ในสนามรบ ยังมาซ้อม มาทดสอบ ทดลองวิธีการต่างๆ ก็มีแต่ แพ้ กับแพ้ ตายกับตาย ในสมรภูมิเท่านั้น
ระยะผลิตเป็นการค้า (ปลายปี ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบัน)
เริ่มทำแผนโครงการ ติดต่อกับ ธนาคาร ๔แห่ง ได้รับการอนุมัติขั้นต้น ๒ธนาคาร และตัดสินเลือก ธนาคารที่ให้วงเงินกู้ ต่อเนื่องกัน ๗-๑๐ปี ใช้ชื่อว่า โครงการ สวนเกษตรปราณีต-ยั่งยืน เน้นการทำสวนผักปลอดภัย และปุ๋ยหมักตื่นตัว ใช้ทรัพย์สิน และที่ดินที่ตั้งโครงการ ๒๐ไร่ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ในปีนี้ ๒๕๕๓ เป็นระยะที่ ๒ (เปิดวงเงินที่ ๒) แต่ได้ลงทุนไปเร็วกว่าแผนที่กำหนด โดยเพิ่มพืชผัก มากกว่า ๒๕ชนิด เป็นการผลิตเป็นการค้า ๓ชนิด คือ ผักกาดหอม ผักชีจีน และผักคื่นฉ่าย ส่วนอีก ๒๒ชนิด อยู่ในระยะทดลองผลิต และอีก ๕ชนิด อยู่ในระยะทดลอง
ส่วน คื่นฉ่าย และผักชีจีน นอกจากจะปลูกในแปลงบล็อค ยังจะปลูกในถุงดำอีก ๕๐๐๐๐ถุง ยังตั้งเป้าการผลิตทั้งสองพืช เบอร์ ๑ และ๒ อยู่ที่ ๑๒๐๐๐กก. และ ๔๐๐๐กก. ต่อปี ตามลำดับ (ปี ๒๕๕๔) เป็นไปได้ที่ ถั่วพู (รวมกับถั่วฝักยาว) จะมีรายได้ใกล้เคียง หรือมากว่า ผักชีจีน
อนึ่งราคาผักทั้งสาม-สี่ชนิด ในช่วงปลายฤดูฝน ยังมีราคาสูงต่อเนื่อง โดยมีราคาส่งจากสวน คื่นฉ่าย ๑๒๐บาท/กก. ผักชีจีน ๑๐๐บาท/กก. และ ถั่วพู ๘ฝัก ๕บาท (ถั่วฝักยาว ๙ฝัก ๕บาท)
ในปีหน้า จะมีพืชผัก ๔ชนิด เริ่มผลิตเป็นการค้า ได้แก่ ถั่วพู (และถั่วฝักยาว) หอมแบ่ง ผักบุ้ง และตระกูลมะเขือ-พริก(มะเขือเทศ มะเขือเปราะ และพริกขี้หนู-หอม) โดยแต่ละพืช(หรือ กลุ่มพืชในตระกูลเดียวกัน) ต้องสามารถทำรายได้ ปีละไม่น้อยกว่า ๑๐๐๐๐๐บาท (ภายใน ๒-๓ปีที่ก้าวสู่ระยะผลิตเป็นการค้า)(แต่ยังคงทำงานทดลองย่อยได้ต่อเนื่อง) สำหรับ พืชผักรุ่นต่อไป จะมี ถั่วพู เป็นหัวหน้าทีม เพราะในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ จะปลูกปีละ ๒๐๐๐๐-๓๐๐๐๐ต้น โดยคาดหมายว่า จะมีรายได้ต้นละ ๒๕-๕๐บาท (ในปี ๒๕๕๓ จะปลูก ๓๐๐๐ต้น ตอนนี้ปลูกได้แล้ว ๑๐๐๐ต้น)

รายชื่อสายพันธุ์พืชผักที่ผลิตเป็นการค้า
คื่นฉ่าย เป็นพันธุ์ต้นขาว กว่า ๙๐% ได้แก่ ราชพฤกษ์ กรองทอง และไทรทอง
ผักชีจีน เป็นพันธุ์กอใหญ่ ได้แก่ สายสมร และสายพิรุณ
ผักกาดหอม ใช้สายพันธุ์มากกว่า ๑๐สายพันธุ์ อาทิเช่น สีเขียว ได้แก่ แกรน แรปปิดส์ (๔-๕บริษัท) กรีนโอ๊ค คอส ส่วนสีแดง มี เร็ดแลคตัส เร็ดโอ๊ค เป็นต้น

รายชื่อสายพันธุ์พืชผัก ที่จะผลิตเป็นการค้า ในปี ๒๕๕๔
หอมแบ่ง มีสายพันธุ์ ลับแล นครพนม และสายพันธุ์ท้องถิ่น "นาโพธิ์"
ถั่วพู มีสายพันธุ์ ตองสาม และสามเอ และเก็บเมล็ดพันธุ์เอง อีก ๖สายพันธุ์
ถั่วฝักยาว มีพันธุ์ ลำน้ำพอง ลำน้ำชี และสายพันธุ์ท้องถิ่น "ทองหมุน"
ผักบุ้ง มี สายพันธุ์ ใบไผ่ และเลิศพันธุ์
รายชื่อพืชผัก ที่อยู่ในระยะทดลองผลิต(ขั้นสุดท้าย)
มะละกอ มีสายพันธุ์(ส้มตำ) ท้องถิ่น ๓สายพันธุ์ สายพันธุ์(กินสุก) มีพันธุ์ แขกดำ และฮอลแลนด์
ผักหวานบ้าน กลุ่มผักสมุนไพร(โหระพา กะเพรา ใบแมงลัก) กลุ่มมะเขือ-พริก(มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว พริกขี้หนูสวน พริกหอม) กลุ่มแตง-บวบ(แตงกวา บวบงู บวบเหลี่ยม มะระ)
(จบตอนที่ ๒ ตอน ระยะ/ขั้นตอนการผลิตผักปลอดภัย สวนสองโสก)
********************************************************************************
********************************************************************************
ส่วนตอนที่ ๓ ที่จะนำเสนอต่อไป เรื่อง ปุ๋ยหมักตื่นตัว (Rapid Compost) หัวใจในการผลิตผักปลอดภัย
ซึ่งมี ฟางข้าว(50%โดยปริมาตร) แกลบสด(20%) ปุ๋ยคอก(15%) กากกาแฟ(5%) จอก(5%) ใบไม้(5%) และใส่หินร็อค ประมาณ สาม-ห้า กิโลกรัมต่อ กล่องกลม ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๒๐เมตร และสูง ๑.๐๕-๑.๑๐เมตร(ซึ่งขนาดของกล่องกลมมีความสำคัญมากในการที่จะให้ได้ อุณหภูมิภายในกองหมัก สูง ๖๐-๗๐องศาเซลเซียสตามมาตรฐานสากล ที่จะควบคุมโรค แมลงเป้าหมาย และจะเป็นสภาพที่เหมาะสมยิ่ง ที่จุลินทรีย์จะทำการเจริญเติบโต ทำการย่อยกองปุ๋ยหมักอย่างรวดเร็ว ภายใน ๔๕วัน)
***************************************************************************************
Link to 2S' blogs >>> http://www.bansuanporpeang.com/blog/1707
*************************************************************
- บล็อกของ 2s
- อ่าน 12325 ครั้ง

ความเห็น
ตองอู
27 กันยายน, 2010 - 10:23
Permalink
2S..^_^..
อูกำลังสนใจเรื่องปุ๋ยหมักพอดีเลย โชคดีจริงๆ..ได้แนวทางพอดีเลยค่ะ..^_^..
MSN/MAIL/HI5 : Tongau_oomsin[at]hotmail[dot]com
กุ้งแห่งสวนชมบุญ
27 กันยายน, 2010 - 10:39
Permalink
คุณ2S
ขอบคุณเรื่องราวดีๆและความรู้ที่แสนสุดยอดมากๆคะ
2s
27 กันยายน, 2010 - 14:57
Permalink
ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ทุกๆกำลังใจ ผักปลอดภัย
ขอบคุณอีกครั้ง ทุกๆความคิดเห็น โดยเฉพาะการนำเสนอตอนหน้า เรื่อง ปุ๋ยหมักตื่นตัว จะทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นงานอดิเรก(จริงจัง)ที่รักที่สุด
สมเด็จย่า ครั้งยังมีพระชนม์อยู่ ได้ตรัส เล่าเรื่อง งานอดิเรกที่พระองค์ท่านทรงทำ จะต้องประกอบไปด้วยอย่างน้อย ๓ประการ รักในงาน มีรสนิยม และอดทน ในการทำงานอดิเรกนั้น งานถึงจะประสบความสำเร็จ และมีคุณค่า มีประโยชน์ ต่อตน และผู้ที่ได้รับ/ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอะไรจะไม่ทำตาม ปฏิบัติตามพระองค์ท่าน ลองคิด พิจารณา นะครับ ว่า จะมีรสนิยมอย่างไรในการทำ ปุ๋ยหมัก สำหรับ 2S นอกจาก รัก และอดทนทำปุ๋ยหมักต่อเนื่องมายาวนาน ยังได้แสดงถึงรสนิยมการทำปุ๋ยหมักชัดเจน อย่างน้อย ๕ประการ คือ
เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ การทำปุ๋ยหมักตื่นตัว และสวนผักปลอดภัย
สายพิน
27 กันยายน, 2010 - 15:11
Permalink
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ ทำให้ได้กำลังใจด้วยถึงการหมักปุ๋ย และเรียนรู้การที่จะปลูกผัก (แต่ยังไม่ทำเป็นการค้าค่ะ) ไว้กินในครัวเรือนเอง
satjang
27 กันยายน, 2010 - 15:30
Permalink
น่าสนใจมากคะ
กำลังสนใจเรื่องปุ๋ยหมัก ได้ข้อมูลบ้างแล้ว ลุงพีเคยบอกว่าปุ๋ยหมักได้ผลดีกว่าปุ๋ยคอก เลยอยากทดลองทำนะคะ
...2553 ปีที่ 1 ที่เริ่มเดินตามรอยพ่อ...
2s
27 กันยายน, 2010 - 19:46
Permalink
ตอบคำถามเรื่อง ปุ๋ยหมัก
ตอบคำถามเรื่อง ปุ๋ยหมัก กับปุ๋ยคอก
สำหรับคำถามเกี่ยวกับ ปุ๋ยคอก กับปุ๋ยหมัก ขอตอบง่ายๆ สั้นๆว่า วัตถุดิบ/วัสดุ ในการทำปุ๋ยหมักทุกชนิด ตั้งแต่ฟางข้าว แกลบสด ปุ๋ยคอก กากกาแฟ จอก ใบไม้ หญ้า หรือแม้แต่ ขี้อ้อย ไม่ควรนำไปใส่ ไปใช้ในดิน ในแปลงปลูกพืชผักโดยตรง เป็นการใช้ที่ไม่ถูกต้อง ยกเว้นจะมีจุดมุ่งหมายพิเศษอื่นๆ เป็นกรณีๆ ควรนำมาทำปุ๋ยหมัก สูตรอะไร อย่างไรก็ได้ จะก่อประโยชน์ทวีคูณมากกว่า และทำให้นำวัสดุเหลืออื่นๆมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน
อนึ่ง โดยส่วนตัว ค่อนข้างไม่เห็นด้วย ที่นำปุ๋ยหมัก ไปใช้ใส่ในพืชเศรษฐกิจ ของประเทศ อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น โดยเน้นทดแทน ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากต้องใช้เป็นปริมาณมหาศาล เฉพาะค่าขนส่ง และการที่ธาตุอาหาร(อินทรีย์) ตอบสนองต่อผลผลิต ค่อนข้างต่ำมาก เมื่อเทียบกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในปริมาณน้อยกว่ามาก แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ธาตุอาหารพืชในดินจะสูญเสียไป เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจากพืชเศรษฐกิจ ถ้าธาตุอาหารที่ใส่ไปในดินไม่เพียงพอ ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า ขาดดุลย์ธาตุอาหารในดิน (เช่นประเทศขาดดุลย์การชำระเงิน หรือ เบิกเงิน ถอนเงิน แต่ไม่นำไปฝากเข้าบัญชีบ้าง) ถ้านานๆ ต่อเนื่องดินก็คงจะเปรียบได้กับสภาพล้มละลาย หนี้สินพ้นตัว ต้องเรียนรู้เข้าใจ ทำให้ถูกต้อง สมดุลย์ อย่าเอียงไปข้างใด ข้างหนึ่งมากเกินไป
*************************************************
ข้อคิด ข้อเตือนใจ
มีอีกหลายๆท่านที่เก่งกว่า 2S แต่ท่านอาจจะมีวิธีการให้ความรู้ ความเข้าใจ ผ่านสถาบัน โรงเรียน โครงการ และหน่วยงานเกษตร หรือผ่านสื่อ และเว็บไซด์ อื่นๆ แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เก่งจริง รู้จริง แต่อยู่ในภาคเอกชน บริษัท ฟาร์ม นักวิจัย ระดับประเทศ ระดับโลก ไม่สามารถให้ข้อมูลทั้งหมดได้ เนื่องจาก ผลประโยชน์ การแข่งขัน และเงื่อนไข ที่หลายๆฝ่ายกำหนด และอาจจะรู้จริงเฉพาะเรื่อง
การไปเยี่ยมชม ไปฝึกงานเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ แต่จะเป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ถ้ากลับมา ทำ ๒-๓ปี ก็ทิ้ง หรือเปลี่ยนไปทำวิธีอื่นๆที่เขาว่าดี ก็เลยไม่ได้ดีกับเขาสักทีหนึ่ง
โดยสรุปเชื่อว่า คนที่ทำจริงระดับหมู่บ้าน น่าจะให้ข้อมูล นำเสนอ ได้จริง ไม่มีปิดบัง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแต่ข้อมูล จะถูกต้อง หรือถูกใจ เพียงไหนก็พิจารณากันเอง คำว่า ระดับหมู่บ้าน ในความหมายของ 2S หมายถึง คนที่ทำจริง ปฏิบัติจริง เริ่มมาจาก ตนเอง และครอบครัว มาถึง พี่น้อง และตระกูล ก็ประสบความสำเร็จ แล้วก้าวมาสู่ กลุ่มญาติ มิตร เพื่อนฝูง เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร ซึ่ง หมายถึง ชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่ระดับ อำเภอ(หลายๆหมู่บ้าน) น่าจะมีหลายๆท่าน ที่ไม่หวงวิชา ความรู้ ต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมามากมาย2S อยากพูด ตรงไปตรงมาว่า คนเก่งกว่า ประสบการณ์มากกว่า ยังมีอีกหลายท่าน แต่อาจจะมีภาระหน้าที่ หรือไม่มีเวลา หรือมีเงื่อนไขติดขัด ที่ ไม่สามารถมาบอกเล่าได้
จึงออกมาทำหน้าที่ในเบื้องต้นก่อน ในฐานะที่ร่ำเรียนมาทาง พืชผัก เมล็ดพันธุ์ และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และทำงานด้านนี้มายาวนาน พอ สมควร
ปุ๋ยหมักตื่นตัว(Rapid Compost) และการผลิตผักปลอดภัย(Safe Vegetables' Production) เป็นงานอดิเรก(จริงจัง) ที่รัก และทุ่มเทมากมาตลอด ตั้งแต่เมื่อเข้าใจ และตระหนัก ถึงประโยชน์ และโทษ ต่อ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค เกือบทุกคนในหมู่บ้าน ชุมชน จะทราบดีว่า 2S จะสุขใจที่เห็น เด็กๆเล็กๆ ติดตามพ่อ แม่ พี่ๆ มาซื้อผัก เห็นนก ผีเสื้อ แมลงปอ หรือแม้แต่ แย้ (ถ้าไม่มีพวกใจบาป คะนองมือ มาแอบจัดการ)
เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ การทำปุ๋ยหมักตื่นตัว และสวนผักปลอดภัย
2s
29 กันยายน, 2010 - 14:00
Permalink
ขอบคุณมากสำหรับทุกความคิดเห็น ทุกกำลังใจ เกษตรยั่งยืน-ผักปลอดภัย
จริงๆแล้ว ต้องบอกว่า เหนื่อยมาก กับสิ่งที่ทำอยู่ ถ้าไม่ได้ศึกษาคำสอนพระพุทธเจ้า คงยากจะสู้มาได้ถึงทุกวันนี้ การกู้เงิน แม้จะเป็นเรื่องน่าหนักใจ กลุ้มใจ โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด แต่ที่ยากกว่า หลายเท่าคือ การทำให้ ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ให้กู้เงิน แก่เกษตรกร เช่น 2S ในโครงการ สวนเกษตรยั่งยืน โดยเฉพาะด้าน สวนผักปลอดภัย และปุ๋ยหมักตื่นตัว
ต้องอดทนใช้เวลาอธิบาย ข้อมูลตัวเลข(จริง) ในการผลิต และการตลาด ไม่มีการแต่งเติม แต่ไม่ทราบว่า เป็นโชคดี หรือร้าย กันแน่ที่ ธนาคารตัดสินใจอนุมัติโครงการให้ เป็นรายแรกของภาคอิสาณ(ในส่วนรับผิดชอบของสาขาธนาคาร) และยังอนุมัติวงเงิน เผื่อมากกว่าที่ทำเรื่องขอกู้ในครั้งแรก กว่า ๒๐๐% ก็คงจะมาจากการนำเสนอรายละเอียด ตอบคำถาม จากที่ทำจริงมาตลอดต่อเนื่อง และพอมี รายได้-รายจ่าย ที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานดี
สรุป คือ คงจะมีโอกาสน้อยๆมาก สำหรับเกษตรกรทั่วๆไป ที่จะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ยืมในการทำการเกษตรยั่งยืน เช่น สวนผักปลอดภัย แต่ถ้าเป็น กล้วยไม้ เมล็ดพันธุ์ เพื่อการส่งออก หรือ กู้เงินทำไร่อ้อย คงจะง่ายกว่ามากๆ
2S จะทำให้ดีที่สุด ที่จะพิสูจน์แนวคิด ความอดทน ความเพียร ทำให้ เกษตรยั่งยืน ในด้าน ผักปลอดภัย ประสบความสำเร็จ แม้ว่า ในส่วนลึก มองแทบไม่เห็นทาง เพราะ ทีมงานเล็กๆ ความรู้น้อยทั้งทีม แต่ต้องมาสู้กับปัญหา ๑๐๘ ทุกๆวัน เหมือนกับว่า ไม่มีทางสิ้นสุด ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้น แต่ก็ไม่ถอยแน่นอน เพียงแต่ว่า ทั้งร่างกาย และจิตใจจะรับไหวหรือไม่ ก็คงจะแล้วแต่บุญกรรม วาสนาบารมี ที่สร้างสะสมมา
จริงๆแล้ว หลายคน เข้าใจ การเกษตรยั่งยืนพอสมควรบ้างแล้ว แต่ก็ขอนำบทความสั้นๆ มาประกอบตอนท้าย เพื่่อประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจการเกษตรยั่งยืน
เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ การทำปุ๋ยหมักตื่นตัว และสวนผักปลอดภัย
สาวภูธร
13 มกราคม, 2012 - 16:20
Permalink
Re: การผลิตผักปลอดภัย ตอน ระยะทดลอง สู่ผลิตเป็นการค้า
สดจริง ๆ :embarrassed:
หน้า