ข้าวผัดน้ำพริกกะปิ หน้าไข่เจียวใบเหมียง และลูกขรบ
เมื่อวานเย็นได้จังหวะไปหาพี่ชายพี่สะใภ้ที่บ้านกะช่อง ตรัง ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้ใหญ่ จึงแวะเยี่ยมผู้ใหญ่ก่อน (ที่แท้ตามมากินทุเรียนที่หล่น) 55555 ได้กินสมใจ อย่าอิจฉากันนะ ยุมใหญ่ดับเบิ้ล รสชาติ ฮึ่ม... กินแล้วอิ่มทุเรียนทั้งปี ก่อนกลับพัทลุงจึงทำอาหารเป็นการตอบแทน
ข้าวผัดน้ำพริกกะปิ เป็นเมนูต่อยอด จากน้ำพริกกะปิ และข้าวสวยของมื้อเย็นที่กินไม่หมด มื้อเช้าสายๆ เหมาะอย่างยิ่ง ในการทำของกินง่ายๆ และใช้วัตถุดิบที่เหลือมาทำหน้าตาใหม่ๆ ก้อคนเราส่วนใหญ่มันชอบของแปลกใหม่และความสุขใหม่สดทุกวันๆๆ ถ้าทำได้นะ
น้ำพริกกะปิ ที่เหลือจากตอนเย็น อันน้ำพริกกะปิความแซ่บนั้นมาจากคุณภาพของกะปิ เดี่ยวนี้ทางใต้ส่วนใหญ่กินกะปิจากระนอง พังงา ชุมพรกะปิที่เคยลือชื่อ คือ กะปิปะเหลียน ซึ่งตอนนี้หายากเหมือนกัน (จะตามกับน้องต๊อกดู) แต่ที่ได้ชิมแล้วลืมไม่ลงขอยกให้กะปิคนยอง เอามาตำน้ำพริกอร่อยมากๆๆโดยไม่ต้องอาศัยกุ้งแห้งหรืออื่นใดเลย เอาละได้เวลาปรุง เอาน้ำพริกที่เหลือลงกะทะที่ใส่น้ำมันเพียงเล็กน้อย ไฟปานกลางนะ ผัดให้ส่งกลิ่นหอมไปทั้งบ้านแล้วเอาข้าวเย็นลงกวาดให้เกลี้ยงหม้อ จากนั้นปรุงรสหวานเค็มตามชอบอีกเล็กน้อย
กวาดข้าวผัดออกเกลี้ยงกะทะไม่ต้องล้างกะทะ เพราะเมื่อใจและ ความรู้สึกตัวหริอสติ อยู่กับตะหลิวและกะทะ ข้าวที่ผัดจะไม่ติดกะทะเลยจากนั้นหยอดน้ำมันรากะทะอีกนิดหน่อย เจียวไข่หนึ่งใบกับใบเหมียงหนึ่งกำมือที่เก็บมาสดๆ ไม่ล้างเหมือนกันเพราะฝนล้างให้แล้วเมื่อคืน เจียวไฟปานกลางก็พอให้ใบเหมียงจะได้ออกกลิ่นและรสชาติเต็มที่ แล้วนำไปโปะหน้าข้าวผัด อาหารจานนี้ได้กลายเป็นอาหารแห่งองค์รวมและบูรณาการอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมาประชุมวางแผน ในวิถีพื้นบ้านแท้ เป็นเช่นนี้มานาน แต่จะมีนักวิชาการหรือนักส่งเสริมกี่รายที่มองเห็น ของพื้นๆเช่นนี้ มีหลายหน่วยงานเจตนาจะเผยแพร่เรื่องเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังทำได้เพียงรูปแบบหรือเสนอเทคนิคตายตัวเท่านั้น ยังเชื่อมโยงไปไม่ถึงและไม่ลุ่มลึกพอ ความจริงไม่ยาก เพียงแต่น้อมใจเปิดกว้างเรียนรู้อย่างตรงไปตรงมาให้จบกระบวน โดยไม่ลังเลสงสัยและไม่ด่วนสรุป ด้วยความรู้ใหม่ของตัวเอง
มาเรื่องลูกขรบดีกว่า เพราะกินข้าวผัดหมดแล้ว ลูกขรบไม้พื้นบ้านพบหลายสายพันธุ์ ที่บ้านพี่ชายต้นนี้ ๒ ปีเองมีลูกดกแล้ว สังเกตว่าใบใหญ่ ลูกใหญ่กว่าที่เคยเห็น น่าจะเป็นขรบป่า หวานดีด้วย พ่อน้องโสชิมแล้วยังอยากได้พันธุ์ไวปลูก
คุณสังเกตดูเถิด ความแดงของต้นขรบสำแดงให้เห็นตั้งแต่การแตกยอดอ่อน สีของลูกขรบสุกไม่ต่างจากใบอ่อนมากนัก ในธรรมชาติละเอียดอ่อนยิ่งนัก แต่หากคุณอยู่กับธรรมชาติเพื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตเป็นตัวตั้ง และพยายามจัดการธรรมชาติให้เป็นไปอย่างที่เข้าทำนองอยู่ป่าแต่คิดและทำแบบชาวเมือง ก็น่าเสียดายกับความละเอียดอ่อนที่ธรรมชาติพยายามจะให้เราสัมผัสได้ทุกเวลานาที
ที่ว่าทั้งหมดมันเป็นความสุขใหม่สดในชีวิตเช้านี้ และคงไม่มีวันหาได้จากที่ไหน นอกจากในธรรมชาติและการทำขึ้นด้วยตัวเอง หรือมีส่วนร่วมในการทำกับเพื่อนๆ นอกนั้น.... ล้วนเป็นมายาภาพ ช่วงนี้ทำงานเขียน บล๊อกนี้ใจมันพาเขียนเชื่อมโยงไปไกลโข ก้อเป็นทัศนะและความรู้สึกส่วนตัว ใครอยากต่อยอดเรื่องใด หรือเด็ดยอดบ้างก็ได้ คนเขียนจะได้แตกใบโตขึ้นอีก เชิญตามอัธยาศัยค่ะ
ขอบคุณมิตรภาพบ้านสวนพอเพียง
- บล็อกของ ประไพ ทองเชิญ
- อ่าน 13975 ครั้ง

ความเห็น
ประไพ ทองเชิญ
5 กรกฎาคม, 2011 - 06:13
Permalink
ลูกข้าวเหนียว ได้แว่วเสียงแต่ไกล
ได้ยินเสียงก้อคิดเห็นหน้า และสัมผัสความเบิกบานได้ ขอให้เบิกบานตลอดไปค้า
guys ka
4 กรกฎาคม, 2011 - 22:07
Permalink
พี่หยอยขา
พอจามีเหลือสักจานไหมคะ..แฮ่ๆๆๆ หิวอ่ะ :admire2:
.......
..........
ประไพ ทองเชิญ
5 กรกฎาคม, 2011 - 06:15
Permalink
น้องกายเจ้าๆๆ
สำหรับน้องกายคนสวย มีหรือจะไม่เหลือให้
แก้ว กุ๊ก กิ๊ก
4 กรกฎาคม, 2011 - 23:58
Permalink
พี่หยอย
ต้นลูกขรบ ยอดแดงๆ น่ากิน สีแบบนี้ น่าจะกินได้ เคยชิมไหมคะ พี่
ประไพ ทองเชิญ
5 กรกฎาคม, 2011 - 06:18
Permalink
น้องแก้ว พี่หยอยชิมยอดใบขรบแล้ว
รสฝาดเล็กๆ กินได้ๆๆ อยากได้ต้นกล้ามั้ย วันหน้าจะพาขึ้นรดไควไปฝาก
oddzy
5 กรกฎาคม, 2011 - 04:20
Permalink
พี่หยอย
ในที่สุด พี่หยอยก็ค่อยๆเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คนอะไรเก่งตั้งหลายอย่าง
ประไพ ทองเชิญ
5 กรกฎาคม, 2011 - 06:25
Permalink
น้อง'oddzy น้องสาวหล้า
พี่หยอยว่ามันเป็นความรักที่กว้างไกล ซึ่งได้ซึมซับมาตั้งแต่ยุค อาสาสมัครโน้น และมีกัลยาณมิตรรุ่นพี่ที่ช่วยให้เราได้ขัดเกลาตัวเอง จะได้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้
ลุงแอ้ด
5 กรกฎาคม, 2011 - 05:26
Permalink
พี่หยอยเขียนบล็อกอาหารได้ดีมา
พี่หยอยเขียนบล็อกอาหารได้ดีมาก อาหารง่ายๆในบรรยากาศอันเป็นมิตรของเช้าวันใหม่ตอนสายๆ เหมือนได้นั่งกินอาหารกับมิตรสหายหน้ากระท่อมกลางป่าและได้สนทนาพูดคุยเรื่องเรื่องธรรมชาติไปด้วยได้รับรสชาติของอาหารที่อร่อย ในวันสบายๆ
ขอพูดนอกเรื่องสักนิดนะครับ
อีกด้านหนึ่งที่พี่ได้พูดถึงในบทความ บอกตรงๆว่าเมื่อก่อนตอนเริ่มอาชีพเป็นนักวิชาการ ก็จับอะไรได้หน่อย คิดอะไรได้หน่อยก็ด่วนสรุป ไม่ได้มองหรือพยายามเข้าใจในความเป็นธรรมชาติ (Nature) ของปัญหา อย่างแท้จริง และไม่ได้เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างมากนัก จนวันหนึ่งรู้สึกว่าความคิดเรามันตึงเกินไป ทำให้เจ็บปวด จึงได้เปลี่ยนแนววิธีการคิดใหม่ เป็นแนวที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นแนวที่พยามเปิดหัวใจให้กว้างขึ้น (open heart) ในขณะเดียวกันก็เปิดกว้างทางความคิด (open mind) เข้าใจความเป็นธรรมชาติของปัญหามากขึ้น เชื่อมั้ยครับว่า ความคิดต่างๆมันวิ่งพรวดขึ้นมาทันที แล้วก็มีเวลาได้สูดลมหายใจได้ลึกขึ้น รักคนได้ทั้งโลก มีความสุขกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น รู้จักคิดมากขึ้น เข้าใจในสิ่งต่างๆมากขึ้น แล้วก็เปิดใจกว้างขึ้น อาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่ต้องแข่งขัน แต่ตอนนี้แข่งขันกับตัวเองซะมากกว่า ขอบคุณนะครับที่ใช้ปรัชญาในการเขียนบล็อกนี้ ได้เด็ดยอดกินแล้ว ต้นไม้ต้นนี้คงแตกยอดใหม่เสมอ
ประไพ ทองเชิญ
5 กรกฎาคม, 2011 - 06:31
Permalink
ลุงแอ้ด โร้จักเด็ดยอดขรบไปกินเสียแล้ว
ยินดีในความอิ่มเอมใจครับ
คนเขียนก้ออิ่มเอมกับความเห็นที่เป็นกัลยาณมิตรครับ รักคนได้ทั้งโลกนั้นเรื่องจริงครับ เพราะหัวใจเปิดกว้างรักเหนือชอบเหนือชัง รักที่ยิ่งใหญ่กลายมาเป็นพลังให้ทุ่มเทในทุกก้าวที่เดินทาง
วรพจน์ เอียดจันทร์
5 กรกฎาคม, 2011 - 12:34
Permalink
ขอหรอยน้ำพริกผัดข้าวด้วยคนครับ
ยืนยันครับ..หรอยแน่นอน หรอยอย่าให้แซ็ด ๆ ยิ่งได้ไขเจียวยอดเขลียงด้ยแล้วไม่ต้องแหลงเลย
การทำงานต้องรู้จริงทำจริงจึงประสบกับความสำเร็จ
หน้า