เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้แม่ผมเคยเล่าให้ฟัง แม่มีอะไรดีๆเยอะ ทำกับข้าวอร่อย เล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง ที่สำคัญคือความรักของแม่ครับฯลฯ ใกล้จะถึงวันแม่อีกแล้ว แต่แม่จากผมไปนานมากแล้วและผมได้เกริ่นกับคุณอติสัยว่า พอโตเข้าสู่วัยทำงานผมต้องทำสงครามกับความจนอยู่นานมาก มาทำงานกรุงเทพฯได้กลับไปกราบเท้าแม่ปีละครั้งแต่ทุกครั้งจะมีของที่แม่ชอบไปฝากแม่เสมอ ขออนุญาตชื่นชมแม่ก่อนนะครับ
ขอบคุณภาพนี้ได้จากBeauty.yopi.co.th ครับ
ตักแม่ ลูกเคยนอน อ่อนกว่าฟูก
ขาแม่ ลูกเคยหนุน อุ่นกว่าหมอน
หนาวน้ำค้าง พร่างพรำ ฑิฆัมพร
แอบอุทร แม่ละมุน อบอุ่นใจ
รุ่มร้อนผิว คิ้วขมวด ปวดขมับ
มือแม่จับ ศรีษะ พิษกษัย
ค่อยทุเลา เพลาร้อน ลดหย่อนไป
อุณหะไอ มือแม่จับ เลิศสรรพคุณ
จากการร้องขอของคุณอติสัยว่าช่วยเล่าเรื่อง"หัวนายแลง"ใ้ห้ฟังผมก็ยินดีและเต็มใจครับ ก่อนจะเขีัยนผมก็ค้นหนังสือเท่าที่ผมมีและเข้าไปค้นในเน็ตเพิ่มเติมก็พบว่ามีเล่าเรื่องแตกต่างกันไปบ้างแต่ไม่ว่ากัน ฟังๆกันไปเพราะเรื่องมันเกิดมานานมากแล้วตั้งแต่ช่วงพ.ศ.1000 โดยประมาณผมไม่ยืนยันว่าปีไหนนะครับ เพราะมีการสร้างการซ่อมเดีย์พระมหาธาตูหลายครั้ง เมื่อนานๆอย่างนี้เป็นธรรมดาที่จะเพี้ยนกันไปบ้าง แม่เล่าให้ฟังว่า
"เมื่ิ่อมีข่าวการก่อสร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุก็มีการบอกบุญ การบอกบุญเป็นความคิดที่เป็นกุศลให้คนอื่นได้ร่วมทำบุญ เศรษฐีที่มีเงินเยอะๆสามรถก่อร่างสร้างวัดได้เพียงลำพังคนเดียวก็จะได้บุญไม่มากเหมือนให้ทุำกๆคนได้ทำบุญกันละเล็กละน้อยครับ มีพ่อค้าทางเรือสำเภาชื่อนายแรง(หรือแลง?เมื่อเป็นการเล่าก็เป็นการยากที่จะยืนยัน)เป็นคนชอบทำบุญและยังมีใจเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆได้ทำบุญด้วยไปแวะจอดเรือตรงไหนก็บอกบุญว่าจะมีการสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่นครศรีธรรมราชและตนอาสาจะนำเงินที่ชาวบ้านบริจาคไปให้ ชาวบ้านก็บริจากคนละเล็กละน้อย เงินสมัยนั้นคิดว่าคงเป็นเหรียญนะครับ ตอนแม่ยังเล็กเงินที่ใช้เป็นเฟื้องเป็นไพอะไรทำนองนั้น แล้วยุคปีพ.ศ.1000(โดยประมาณนะครับ)ผมจินตนาการไม่ออกว่าเป็นยังไง ตอนที่มาจะเกิดเป็นเก้าเส้งผมเลือนๆครับมาอ่านในเน็ตเขาบอกว่าเรือมีปัญหาต้องแวะจอดซ่อม ตอนนั้นนายแรงมานับเงินที่บริจาคมารวมๆได้เก้าแสนบาท(ยุคปีพ.ศ.1000) และเมื่อจะเดินทางต่อไปนครศรีธรรมราชก็ได้ข่าวว่าพระเจดีย์สร้างเสร็จแล้ว ทำให้นายแรง(ผมว่าน่าจะเป็นแรงนะครับ หมายถึงมีแรง ส่วนแลงผมเปิดพจนานุกรมดู นอกจากหมายถึงศิลาแลงคือก้อนดินที่มาทำรั้วกำแพง อีกคำหมายถึงแมงกินฟัน) ทำให้นายแรงเสียใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คือคนตั้งใจจะบริจาคเพื่อสร้างเจดีย์ จะเอาไปบริจาคเพื่อสร้างศาลาหรือบ่อน้ำมันผิดวัตถุประสงค์มันบาปมาก คนยกมือขึ้นจบบนศรีษะอธิษฐานทำบุญต่อพระธาตุ(หมายถึงกระดูกของพระพุทธเจ้า) จึงไม่รู้จะจัดการอย่างไร เอากลับคืนเจ้าของแล้วขอโทษที่รับปากก็ทำไม่ได้อีกเพราะไม่ไ้ด้จดไว้ว่าใครทำบุญเท่าไรอยู่ที่ไหนชื่ออะไร คิดไม่ตกก็ได้นำเงินที่บริจาคมาตากแดดไม่ให้ขี้เกลือขี้สนิมกินทุกวันพอตอนเย็นก็เก็บเช้าก็มาตากใหม่อยู่อย่างนี้ด้วยความตรอมใจ ยาวไปแล้วพักสายตากันก่อนครับ
เป็นภาพขาวดำที่ถ่ายไว้ตอนสมัยนานมาแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีถนนชลาทัศน์ ขอแทรกอธิบายความเป็นมาของชุมชนเก้าเสังนิดนึงคงไม่เป็นไรนะครับ เป็นความรู้ที่่น่าสนใจครับ แต่เดิมชุมชนเก้าเสังอยู่ทีบริเวณปลายแหลมสนที่ท่าแพปัจจุบัน สมัยนั้นไม่มีเขื่อนไม่มีไฟฟ้า การจัดการ การขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง จอมพลสฤษ์ มาเยือนสงขลาไปเหยียบเข้าให้เลยสั่งให้ย้ายออกไป ตอนแรกมาพักอยู่บริเวณที่ทหารเรืออยู่ติดกับถนนชลาทัศน์ในตอนนี้เรียกว่าทัพแขก(มีคนอิสลามเยอะ)พอทางการต้องการสร้างเป็นค่ายทหารเรือก็ให้ย้ายต่อไปยังเ้ก้าเส้งในปัจจบัน ไม่มีไฟฟ้าไม่มีถนนไม่มีน้ำประปาในสมัยนั้น อาชีพคือหาปลา ได้มาก็ตากแห้งแมลงวันเต็มไปหมด ผมมีเพื่อนรักและมีบุญคุณกับผมมากอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยจึงพอรู้เรื่องครับ สมัยนั้นเวลาไปเที่ยวก็เดินเรียบชายทะเลที่ทอดยาวมาจากแหลมสมิหราขึ้นไปที่หัวนายแรงได้เลย เป็นก้อนหินวางอยู่เป็นบันไดธรรมชาติ แต่ก็ต้องระวังปัญหาเดิมคือพวกไปถ่ายเรี่่ยราดไว้ตามทางขึ้น แต่ตอนนี้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทำใ้ห้น้ำกัดเซาะชายหาดจะเดินไปตามชายหาดไม่ได้แล้วเพราะเป็นทะเลไปแล้ว ต้องไปขึ้นอีกทาง
มาว่าต่อเรื่องนายแรงครับ นายแรงคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับเงินบริจาค ในเน็ตกล่าวว่านายแรงให้ลูกน้องตัดหัวตัวเองมาวางไว้ที่กองเงินบริจาค จึงกลายเป็นหัวนายแรงในทำนองคนโบราณฆ่าลูกน้องให้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ที่แม่เล่าคือนายแรงก็ตากและเก็บเงินนั้นทุกวันจนตายไปกลายมาเป็นหินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่มาหลายปีดีดัก ก่อนตายก็ได้อธิษฐานว่าถ้าเป็นลูกหลานของผู้บริจาคเงินก็ขอให้นำเงินกลับไปได้แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่สามารถเอาเงินไปได้ แม่เล่าว่าเมื่อก่อนมีคนล้วงเข้าไปใต้ก้อนหินกำเงินออกมาดูแล้ววางคืนกลับไปใหม่ แต่มีคนกำเงินออกมาแล้วไม่คืน ต่อมาจึงไม่สามารถไปควานดูเงินได้อีก ผมก็เคยควานดูเมื่อตอนนู้นน่ะครับ แม่ยังเล่าอีกว่าในคืืนเดือนหงายมีคนเห็นคนแก่เอาเงินออกมาตากแสงจันทร์ เรื่องเล่ากันต่อๆกันนะครับก็โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม ไม่ไ้ด้บอกว่าไม่จริงไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องแต่ง สมัยก่อนก็เล่ากันว่าญี่ปุ่นเอาเรือมาลากและใช้ปืนยิงก็คงเป็นสมัยญี่ปุ่นขึ้นที่สงขลา
เหนือเนินเขาเก้าเส้ง
ผมว่าผมจำได้ว่า แม่บอกว่านายแรงเป็นคนเชื้อสายจีนจึงออกเสียงเก้าแสนเป็นเก้าเส้ง ซึ่งเป็นไปได้มากกว่าที่่จะมาเพี้ยนจากเก้าแสนเป็นเก้าเส้งในภายหลัง รุ่นผมก็เรียกเก้าเส้งมาตั้งแต่เล็กๆครับ
ชมวิวเก้าเส้งกันครับ
เป็นบรรยากาศตอนเช้าๆถ่ายกับกล้องตัวเก่าตอนนี้เสียไปแล้ว
อีกภาพนึงครับ
ยังไม่ยาวมากนัก ผมเล่าเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอีกนิดนะครับ แม่เล่าและปะติดปะต่อจากฟังคนอื่นมาด้วยว่า (ฟังแบบใช้วิจารณญาณนะครับ ) มันอาจจะลักษณะเดียวกับรอยพระพุทธบาทที่พรานยิงกวางบาดเจ็บวิ่งเข้าไปพออกมาไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ เรื่องมีดังนี้ครับ การก่อสร้างเจดีย์ทีนครศรีธรรมราช มีการสร้้างแข่งกันระหว่างยักษ์กับเทวดา เทวดาสร้างที่วัดพระมหาธาตุตามที่เห็น ส่วนเจดีย์ของยักษ์สร้างอยู่ที่มีสถานีดับเพลิงอยู่จากท่าม้าเข้าไปท่าวังอยู่ติดๆกับวิทยาลัยอาชีวศึ๋กษานครศรีธรรมราช สร้างแข่งกันไปพอฟ้าเริ่มสางในวันที่เจดีย์ของเทวดาเสร็็จแล้วแต่ของยักษ์ยังไม่เสร็จ ยักษ์โมโหเลยหักยอดเจดีย์แล้วขว้างไปตกแถวๆ ทางไปปากนครผมเรียกไม่ถูกเมื่อหลายปีก่อนแถวนั้นเขาทำนายังมียอดเจดีย์อยู่ในนาผมเห็นกับตา ส่วนล่างฐานเจดีย์ก็อยู่ที่ดับเพลิงใกล้ๆวิทยาลัยอาชีวฯดังกล่าวแล้วเรียกว่าเจดีย์ยักษ์ครับ(ผ่านไปก็แวะดูนะครับ) อีกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องนะครับ สมัยก่อนเมื่อมีการสร้างเจดีย์โดยเฉพาะยิ่งมีการบรรจุพระบรมธาตุจะมีคนนิยมนำของมีค่ามาถวายเป็นพุทธบูชา เช่นแหวนทองคำมากมาย แม่เล่าว่าคนสมัยก่อนตัวใหญ่แหวนของเขาเราเอามาใส่เป็นกำไลได้เลย(มีการเล่าว่าคนจะตัวเล็กลงไปเรื่อยๆจนสอยมะเขือกิน เคยได้ยินกันมั๊ยครับ?) ทีนี้มีการเขียนลายแทงไว้เป็นภาษากูโบส(ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) คนที่ไม่เรียนอ่านไม่ออก เช่นเขียนไว้ว่า เมื่อเดินออกจากจุดที่ยืนอออกไปแล้วสิบก้าว ห้ามกลับหลังหันมามามอง ไม่เช่นนั้นจะมีอันเป็นไปฯ ทีนี้พอพวกฝรั่งมันเข้ามาเมืองเรามันไม่เชื่อ มันหันมามองเห็นเป็นซอกหลืบเข้าไป ถ้าไม่ยืนจุดนี้มองไม่เห็น ก็เจอเครื่องประดับทองคำแล้วเขียนไว้ว่าผู้ที่พบทรัพย์นี้เป็นมีบุญหรือมีความรู้อะไรทำนองนั้นให้เอาไปได้ และที่่ปล้องไฉนบนยอดเจดีย์ที่ทำด้วยทองคำก็มีแหวนวงโตๆตามที่กล่าวแล้วแขวนอยู่เต็มไปหมด มีเรื่องเล่าว่าบางคนที่มาใหญ่โตมีอำนาจก็ฉ้อฉลให้ร้านทำปลอมให้เหมือนแล้วเอาของจริงไป ผู้เล่าบอกว่าคนเหล่านั้นพอภายแก่ก็ได้รับทุกขเวทนาเจ็บไข้ได้ป่วยกันไป
ซ่อมปลียอดทองคำประมาณปี2537-2358 สิ้นงบประมาณไป 50 ล้านบาท
ภาพปิดท้ายครับสองภาพหลังนี้เป็นเจดีย์พระมหาํธาตุที่จังหวัดนครศรีํธรรมราชครับ ขอบคุณที่เข้ามาชมเล่าให้ลูกๆหลานๆฟังนะครับ ผิดพลาดประการใดผมรับผิดในฐานะที่เล่าคลาดเคลื่อนครับ แต่ดีกว่าให้สูญหายตายจากไปครับ ส่วนใครจะเพิ่มเติมหรือแย้งในทุกๆประเด็นผมน้อมรับฟังครับ ขอบคุณแม่ที่เล่าให้ฟัง ขอบคุณท่านอื่นๆด้วยที่ให้ความรู้กับผมรวมไปถึงคุณครูทุกท่านที่สอนผมมาหรือท่านคุยกันแล้วผมได้ยินมาเ่ล่าต่อครับ ขอบคุณคุณโสทรผู้ทำเวบและเพื่อนๆบ้านสวนพอเพียงทุกๆท่านครับ ขอบคุณอติสัยที่กระตุ้นให้ผมเล่าครับ
- บล็อกของ อินเนียร์
- อ่าน 6618 ครั้ง

ความเห็น
ริมสวนยาง
3 สิงหาคม, 2012 - 13:17
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ดีมากค่ะ อาจารย์อินเนียร์ เราอาจเคยได้ยิน-ได้ฟัง แล้วก็เลือนๆลาง เพราะวัย ย่างเข้า 24 ปี กันหมดแล้ว อาจารย์ มาเล่าอีกครั้ง ถือว่ารื้อฟื้นความทรงจำกันค่ะ (แต่เป็นความรู้ใหม่สำหรับบางคนนะคะ)--กลอนซึ้ง-กินใจมาก (บัวริม กับ บัวน้อย ก็ไม่มีแม่แล้วเหมือนกัน)---คิดถึงค่ะ--- คิดถึงแม่ขึ้นมา--น้ำตามันจะไหล --อยากกลับไปซบลงที่ตรงตักแม่ ----เพื่อน สมช.ที่แม่ยังอยู่ด้วย อย่าลืมไปหาแม่ หรือไปกินข้าวกับแม่สักมื้อ นะคะ--แม่คือเทวดา สำหรับลูกทุกคนค่ะ --สิ่งประเสริฐที่สุดของลูก ก็คือ พ่อ กับแม่ นี่แหละค่ะ----(ขอบคุณค่ะ อาจารย์)
อินเนียร์
3 สิงหาคม, 2012 - 19:14
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
-ขอบคุณ คุณบัวริมและคุณบัวน้อยมากครับ ก็อยากให้เพืื่อนๆไปกราบเท้าคุณพ่อ-คุณแม่สำหรับคนที่ยังมีพ่อแม่ให้กราบนะครับก่อนที่จะไม่มีพ่อแม่ให้กราบ
- ส่วนตำนานเป็นการเล่าและยกย่องเชิดชูนายแรงที่พยายามทำเพื่อคนอื่นให้มีโอกาสทำบุญใหญ่แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้ แล้วพอเกิดการผิดพลาดยังมารับภาระทั้งหมดไว้เองเป็นตัวอย่างที่สอนเด็กๆใ้ห้รักและให้เกียรติคนอื่นมากกว่ารักตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัวครับ
อติสัย
3 สิงหาคม, 2012 - 13:33
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ขอบคุณ คุณอินเนียร์ มากครับ สำหรับเรื่องราวที่ไปค้นหามาเล่าสู่กันฟัง
แม่ .. สำหรับผม มีความหมายอย่างสุดซึ้ง ท่านจากไป 4ปีก่อน ผมยังเสียดายไม่ได้ทำอะไรให้ท่านอีกหลายอย่าง ยิ่งนานยิ่งคิดถึงแม่ คิดถึงคำแม่สอน ..
เด็กในเมืองไทย รู้จักเรื่องที่ไกลตัวเป็นอย่างดี เช่น เลดี้ กาก้า โรนัลโด้ แต่ถามว่า แกรู้จัก พันท้ายนรสิงห์ไหม.. รู้จักครับ.. อยู่ข้างขวด น้ำจิ้มสุกี้..ไง
โอ ป่ะ..
อินเนียร์
3 สิงหาคม, 2012 - 19:03
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ขอบคุณ คุณอติสัยมากครับ เพื่อนผมคนหนึ่งพูดว่า นักฟุตบอลชื่อดังของโลกชื่ออะไร อยู่สังกัดทีมไหนค่าตัวเท่าไหร่ เด็กรู้หมด แต่ถามว่าปู่ชื่ออะไร แม่เฒ่าชื่อไหร มันตอบไม่ได้ เจ็บปวดไหมครับ แฮรี่พอตเตอร์ หลอดออฟเดอริงมันรู้จัก(ลูกคนมีตังค์แล้วนะยังไม่นับลูกคนจน)แต่กำพืดมันเองมันไม่่รู้ ผิดเท่ใคร ฟังแล้ว บอกไม่ถูก ใครเคยนึกว่าตัวเองผิดบ้าง เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาวจริงๆ
moogie
3 สิงหาคม, 2012 - 15:15
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
เหมือนรูปมีชีวิตเลยครับ เหมือนตัวเองอยู่ในรูปจริงๆ555+ สงสัยผมจะเป็นเอามากแล้วละ เหมือนรูปกำลังบอกเล่าอะไรบางอย่าง เพ้อไปไกลแล้ว แต่มันก็สวยเกินคำบรรยายนะครับ
อินเนียร์
3 สิงหาคม, 2012 - 18:54
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ขอบคุณ คุณmoogie มากๆเลยครับ ผมชอบใจความคิดของคุณmoogie จังเลย ที่พูดว่าเหมือนตัวเองอยู่ในรูปจริงๆ ไม่ได้ผิดปกติครับ ในรูปบอกเล่าอะไรบางอย่างจริงๆ บอกว่าอีกไม่นาน ที่เห็นๆกันอยู่จะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว มันจะเป็นแค่ความจำที่เลือนลาง คนรุ่นหลังจะรู้สึกว่ามันเป็นแค่นิทานเล่ากันสนุกๆไม่ใช่เรื่องจริง ทีเคยมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์มันเป็นแค่เรื่องเล่าสนุกๆมันไม่มีจริง อยากให้เพื่อนๆอ่านความเห็นทุกความเห็น อย่าอ่านเฉพาะของตัวเอง บางทีมันให้อะไรกลับมาอีกเยอะ ขอบคุณ คุณmoogie อีกครั้งครับ
chuck48
3 สิงหาคม, 2012 - 15:31
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
มอบให้ 1 vote ครับ:cheer3:
ดีใจที่ได้รับ สุขใจยิ่งกว่าที่ได้แบ่งปัน
อินเนียร์
3 สิงหาคม, 2012 - 18:44
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
เป็นความกรุณามากครับ คุณChuck48 ด้วยความเคารพ(ขออนุญาตใช้ภาษาของคนพวกนั้นทีไม่จริงใจ แต่คำพูดที่เขาใช้ฟังแล้วดี ผมเลยขอมาใช้แต่ผมหมายความตามที่พูดจริงๆครับ) อยากให้ออกความเห็นว่าที่โหวตเพราะ? อย่าโกรธผมนะครับขอร้องแต่ผมต้องการให้เพื่อนๆฟังว่า มันดีอย่างไรถึงได้โหวต เพราะคนเราต่างความคิด อายุมันเป็นแค่ตัวเลขจริงๆเหมือนที่เขาว่า
กฤษณาพร
3 สิงหาคม, 2012 - 18:54
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ภาพถ่ายเก่า ๆ หาดุยากแล่วนะคะเข้ากับเรื่องที่เล่ามากคะ ไม่เคยทราบประวัติก็ได้ทราบ ขอบคุณสำหรับการเผื่อแผ่คะ
อินเนียร์
3 สิงหาคม, 2012 - 19:31
Permalink
Re: เล่าเรื่องเมืองสงขลาภาค 4
ขอบคุณ คุณกฤษณาพรมากครับ จำแล้วเล่าให้น้องฟังด้วยนะครับ น้องน่ารักจังคงอยู่ในวัยที่อยากฟังคุณแม่พูดให้ฟัง ลองเล่าให้ฟังก่อนนอนซิครับน้องจะได้ฟังสิ่งดีๆก่อนหลับ นะครับ เด็กๆชอบฟังนิทานก่อนนอน ฟังแล้วเพลินหลับไปเลย อย่าคิดว่าเชยช่อง 7 สียังเอาเรื่องจักรๆวงศ์มาขายได้ตั้งหลายปีจนผู้ใหญ่ติดกันงอมแงม นะครับ
หน้า